
มองนอกดูใน - มีแม่เป็นธรรม มีธรรมเป็นแม่
ในท่ามกลางสถานการณ์อันตึงเครียดของบ้านเมือง ณ เสถียรธรรมสถาน มุมเล็กๆ มุมหนึ่งของกรุงเทพมหานคร เมื่อวันที่ 10-19 เมษายนที่ผ่านมา ได้ก่อเกิดปรากฏการณ์ที่งดงามแห่งพุทธะขึ้น...
ผู้หญิงตัวเล็กๆ ผู้สนใจในธรรม และเด็กหญิงตัวน้อยๆ ที่มีอายุระหว่าง 4-12 ขวบ จำนวน 97 ชีวิต อยากทำความดีถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ได้มาบวชร่วมกันใน โครงการพุทธสาวิกาภาคฤดูร้อน (บวชแม่ชีศีล ๑๐) ซึ่งเป็นโครงการที่ต้องการนำธรรมะกลับเข้ามาสู่ใจคน
สิ่งที่พวกเราทำอาจจะไม่ใช่สิ่งที่ยิ่งใหญ่ แต่ท่ามกลางความร้อนของสถานการณ์ทางการเมืองและความแล้งทางภาวะอารมณ์ของคนในสังคมขณะนี้ ถ้าเราช่วยกันทำความดีคนละเล็กละน้อย ก็จะกลายเป็นหยดน้ำเล็กๆ ที่หล่อเลี้ยงจิตใจของคนในสังคมได้ จึงขอเชิญทุกคนมาช่วยกันทำความดีเพื่อให้พ่อของแผ่นดินได้ทรงพระสรวลอย่างชื่นบานพระราชหฤทัยกันดีกว่า...
ปีนี้ เสถียรธรรมสถานก้าวสู่การทำงานปีที่ 23 แม้จะมีการบวชพุทธสาวิกาอยู่เนืองนิตย์ ทว่าครั้งนี้นับเป็นครั้งแรกที่มีจำนวนผู้บวชมากที่สุด คือ 97 คน ที่สำคัญ เป็นเด็กเสียกว่า 70 เปอร์เซ็นต์ ที่เลือกจะเดินอยู่บนหนทางของอริยะ ซึ่งก็คือหนทางแห่งอริยมรรค
วันที่ 10 เมษายน 2553 ซึ่งเป็นวันบวช พระปัญญานันทมุนี (สง่า สุภโร) เจ้าอาวาสวัดปัญญานันทาราม ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ ได้เมตตาแสดงธรรมเรื่องความหมายของการบวชไว้อย่างน่าประทับใจ ในความตอนหนึ่งว่า
“การบวชแม่ชีน้อยแม่ชีใหญ่ที่มีขึ้นในวันนี้ เป็นพิธีการที่ได้รับพระบรมราชานุญาตจากพระผู้มีพระภาคเจ้า พระองค์เมื่อได้ตรัสรู้แล้วก็ได้มอบหน้าที่ให้พุทธบริษัท ๔ คือ ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา รวมแล้วคือผู้ที่เป็นนักบวช สมัยเดิมเราเรียกว่าภิกษุ แม้ปัจจุบันเราก็ยังยืนยันและปฏิบัติอยู่ในเกณฑ์นี้ ส่วนภิกษุณีเรายอมรับว่าไม่สามารถบวชได้...
ในส่วนของพุทธศาสนาฝ่ายเถรวาทเราถือว่าการบวชภิกษุณีตามพระวินัยนั้นถือว่าเป็นสิ่งที่เกิดได้ยาก แต่เราชาวพุทธไม่ได้ละเว้นข้อปฏิบัติที่ถือว่าเป็นประโยชน์ของมนุษย์ เราถือว่างานพระศาสนาที่จะต้องรักษาไว้ก็คือ ฝ่ายนักบวชที่เป็นผู้ชาย มีการบวชพระและบวชเณร นักบวชที่เป็นผู้หญิงเราก็มีการบวชชี หรือชีน้อยอย่างที่เราเห็นกันอยู่นี้ ถือว่านักบวชเป็นปัจจัยสำคัญในการรักษาพุทธศานา ถือว่าเป็นศาสนทายาทที่ใกล้ชิดต่องานพระศาสนาเป็นแบบอย่างของความเป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์แบบก็ว่าได้ เพราะผู้ที่เป็นนักบวช คือผู้ปฏิบัติตนงดเว้นในสิ่งที่ควรเว้น ปฏิบัติตนในชีวิตเป็นแบบอย่างในการทำให้ชีวิตสมบูรณ์
ดังนั้นนักบวชจึงเป็นแบบอย่างของมนุษย์สมบูรณ์ในพระพุทธศาสนา ส่วนอุบาสกอุบาสิกาถือว่ามีส่วนรับผิดชอบพระพุทธศาสนาในแง่ของการนำธรรมะไปปฏิบัติให้เห็นว่าธรรมะของพระพุทธเจ้าไม่ได้มีไว้เฉพาะนักบวชเท่านั้นแต่สามารถนำไปใช้ในรูปของ อุบาสกก็ได้ อุบาสิกาก็ได้ นี่คืองานที่เราได้รับมาจากพระเมตตาคุณของพระพุทธเจ้า”
และในวันรุ่งขึ้น คือวันที่ 11 เมษายน ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล เลขาธิการมูลนิธิชัยพัฒนา ได้ให้เกียรติมาบรรยายพิเศษเรื่อง “ตามรอยพ่อ พระจริยวัตรของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในโครงการพุทธสาวิกาภาคฤดูร้อน (บวชแม่ชีศีล ๑๐)” ที่เสถียรธรรมสถาน โดยในตอนหนึ่งนั้นท่านได้กล่าวถึงกรณีความวุ่นวายทางการเมืองที่กำลังเกิดขึ้นว่า
“พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเตือนตลอดเวลาว่า อย่าพังบ้าน ซึ่งเวลานี้กำลังจะพังบ้านกันอยู่แล้ว ใครจะชนะก็ช่าง แต่บ้านพังแล้ว ถนอมๆ กันหน่อยเถอะ เพราะเรื่องมันก็มีอยู่แค่นี้ ทำไมไม่เอาธรรมะเข้าจับ อย่าใช้แต่อารมณ์…
“ตอนนี้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงมีพระพลานามัยสมบูรณ์แข็งแรงแล้ว แต่มีพ่อแม่คนไหนที่เห็นลูกตีกันแล้วมีความสุข ลูกไม่ดียังพอทนไหว ลูกทรพีพ่อแม่ยังทนได้ แต่ลูกตีกัน ผมว่าพ่อแม่คนไหนก็ทุกข์ทั้งนั้น ทุกข์ที่สุดของพ่อแม่คือ เห็นพี่น้องตีกัน ทนไม่ได้หรอก ถ้าถามจิตใจของพระองค์ท่านตอนนี้ ผมว่าพระองค์ทุกข์ที่สุด เพราะฉะนั้นอย่าโกรธกันเลย ถ้ามีแต่ความโกรธเมื่อไหร่ ประเทศพังเมื่อนั้น...”
ภาพแม่ชีน้อยๆ ในวัตรปฏิบัติอันงดงามเรียกรอยยิ้มจากบรรดาญาติโยมและผู้พบเห็นเกือบจะตลอดเวลา ไม่ว่าจะเป็นการเดินแถวบิณฑบาต การพิจารณาอาหาร การล้างบาตร การทำวัตร ซึ่งมีความพร้อมเพรียงอย่างน่าชื่นชม ความบริสุทธิ์ใสซื่อของแม่ชีน้อยๆ นั้นปรากฏอย่างสม่ำเสมอตลอดเวลา 10 วันที่ผ่านมา
แม้วันนี้แม่ชีทั้งหลายจะลาสิกขา กลับสู่วิถีชีวิตทางโลกแล้ว ทว่าข้าพเจ้ามั่นใจว่าความทรงจำแห่งการรู้ ตื่น และเบิกบาน จะเป็นทุนทางธรรม และเป็นดั่งเมล็ดพันธุ์ที่จะหล่อเลี้ยงชีวิตของทุกคน แล้ววันหนึ่งเขาจะกลับมาเป็นกำลังในการทำให้สังคมไทยของเราร่มเย็นเป็นสุข พ้นทุกข์ร่วมกัน...
มีแม่เป็นธรรม มีธรรมเป็นแม่
"แม่ชีศันสนีย์ เสถียรสุต"
***เชิญร่วมงาน Exhibition ‘รู้ ตื่น เบิกบาน’ ในวันที่ 24-25 เม.ย. และชมฟรีคอนเสิร์ต ‘สินเจริญเชิญแขก’ ในวันอาทิตย์ที่ 25 เม.ย. ตั้งแต่เวลา 16.00 น. ณ เสถียรธรรมสถาน โทร.0-2509-0085 หรือ www.sdsweb.org ,www.facebook.com/sdsface



