บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-มนต์รักน้ำพริก

คมเคียวคมปากกา-มนต์รักน้ำพริก

19 เม.ย. 2553

ลองคิดดู เราใช้โทรศัพท์มือถืออยู่ในชีวิตประจำวัน ก็เลยมีเพลงเกี่ยวกับโทรศัพท์อยู่ในทุกอัลบั้มของเพลงไทยร่วมสมัยที่ผลิตออกมา

 รู้กันว่า จริงๆ แล้วเขามุ่งขายริงโทน เป็นเพลงรอสาย ไปแบ่งยอดขายกันในจำนวนโทรศัพท์มือถือหลายสิบล้านเครื่อง

 ลองคิดดู เรากินอาหารทุกวัน แล้วทำไมเราไม่ค่อยมีเพลงเกี่ยวกับอาหารการกินสักเท่าไร ต่างจากในวงการหนังสือ ที่หนังสือเกี่ยวกับอาหารการกิน ที่เรียกกันว่า "คุกบุ๊ก" นั้น ขายได้ขายดีตลอดชาติ

 แสดงว่าการโทรศัพท์กับการกินนั้นต่างกัน

 การโทรศัพท์เป็นการสื่อสาร บอกกล่าวกันให้รู้เรื่อง ลึกกว่านั้นคือบอกความรู้สึกนึกคิดในแบบ คิดถึงนะ เป็นห่วงนะ สบายดีหรือเปล่า เหงามั้ย ไปจนถึง ฉันเบื่อเธอ รำคาญเธอ อย่าโทรมาได้ไหม หรือว่า เธอเบื่อฉัน ทำไมไม่รับสาย มีคนเหงารออยู่ ฯลฯ อารมณ์อย่างนี้มีอยู่ทั่วไป มันจึงกลายเป็นเพลงแล้วเพลงเล่าให้นักวิพากษ์วิจารณ์บ่นเบื่อ แต่...เบื่อยังไงมันก็เป็นความจริงของชีวิต ทั้งชีวิตความรักผูกพัน และชีวิตการตลาดขายเพลง...เงินนะ ไม่ใช่เศษกระดาษ

 ส่วนการกิน กินเป็นเรื่องของความต้องการตามธรรมชาติ กินคนเดียว กินสองคน กินหลายคน จะกินแบบไม่มีอะไรลึกซึ้ง หรือกินแบบมีอารมณ์ลึกซึ้ง อย่างหลังนี้แหละที่การกินได้กลายเป็นเพลงขึ้นมาบ้าง

 “พี่ชอบผักน้องรักเจ้ารู้ ผักบุ้งถั่วพู จิ้มเต้าเจี้ยวหลน อิ่มหมีพีมันกันสองคน ชื่นกมลแสนสำราญ” เพลงพ่อม่ายตามเมีย พร ภิรมย์

 ฟังเพลงนี้แล้ววาบหวิว เมื่อนึกภาพความอบอุ่นของสองผัวเมียหนุ่มสาว ที่เคยจัดอาหารมากินกัน แล้ววันหนึ่งต้องจากพรากไป การกินที่ประทับใจนั้น อยู่ที่กินกับใคร ไม่สำคัญนักว่ากินอะไร ในเพลงนี้คู่ผัวเมียหนุ่มสาวกินผักบุ้งถั่วพูกับเต้าเจี้ยวหลน อาหารพื้นๆ ราคาถูก เพียงแต่ความรักผูกพันนั่นเองทำให้อาหารพื้นๆ อยู่ในความทรงจำที่ “ชื่นกมลแสนสำราญ”

 “ลืมน้ำพริกผักจิ้มไตปลา เจ้าลืมแม้กลิ่นปลาร้า เจ้าลืมกระทั่งปลาย่าง เจ้าไม่ถวิล โบยบินคิดติดปีกหาง อำลาผัวไปไกลห่าง ทิ้งลูกร้องครางผัวแทบขาดใจ”

 เพลง น้ำตาจ่าโท สุรพล สมบัติเจริญ ฟังแล้วเห็นว่า อาหารพื้นๆ จำพวกน้ำพริก เต้าเจี้ยวหลน อะไรเหล่านี้ มันกลายเป็นเครื่องยืนยันความรักความผูกพันในยามยาก ว่าแน่นแฟ้นยิ่งกว่ารักกันในยามหรูหรา 

 อานุภาพของอาหารพื้นๆ ถูกๆ นี้ช่างยืนยง เพราะยังมีอีกหลายเพลงอ้างอิงอาหารคนจน เช่น

 “ครั้นพ่อแม่ไปเยี่ยมแม่เนื้อหอม หิ้วชะลอมใส่ของไปหา กะปิปลาร้าเอาไปฝากน้อง เจ้าทำงอนป่องว่าทำเสียหาย ทำให้อายเสียศักดิ์เสียศรี” เพลง ตามน้องต้อย ร้องโดย ปอง ปรีดา

 เป็นอีกเพลงช่วยยืนยันว่า อาหารพื้นๆ นั้นตรึงใจ ใช้เตือนคนลืมตัว และก็จะวนอยู่กับอาหารจำพวกปลาๆ นี่แหละ ไตปลา ปลาร้า ปลาย่าง กะปิ  ไม่มีการไปยุ่งเกี่ยวกับ หมู ไก่ เนื้อ

 “อยู่กรุงเทพฯ ผิวพรรณมันซีด ผู้หญิงในเมืองคอนกรีต มีแต่ชีวิตไม่มีชีวา คิดถึงแก้มหอม คิดถึงกระท่อมรักที่ท้องนา คิดถึงสายบัวจิ้มน้ำพริกป่า น้องเอามาให้พี่กิน”

 เพลง ไอดินกลิ่นสาว ร้องโดย รุ่งเพชร แหลมสิงห์

 น้ำพริกอีกแล้ว เป็นน้ำพริกป่า อันหมายถึงว่า น้ำพริกที่ตำกันง่ายๆ ในเงื่อนไขการใช้ชีวิตในนาในทุ่งในป่า มีหอม กระเทียม พริกก็โยนใส่กองไฟแล้วเขี่ยออกมาโขลกๆ ตำๆ เติมน้ำตาล น้ำปลา และฝักมะขามอ่อน ก็จะได้นำพริกป่าไว้กินกับสายบัวสดกรอบ สรุปว่า อาหารที่ตรึงใจจนได้มาเป็นเพลงนั้น คืออาหารพื้นๆ ของคนไพร่คนจน กินด้วยกันในความผูกพันยามยาก เมื่อจากพรากจึงอาลัยกลายเป็นเพลงตัดพ้อ เพรียกหา

 อาหารที่จะมาเป็นเพลงได้ จึงต้องเกี่ยวพันกับอารมณ์

วัฒน์ วรรลยางกูร