บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-มีสี่สลึง  จึงมีหนึ่งบาท

คมเคียวคมปากกา-มีสี่สลึง จึงมีหนึ่งบาท

16 เม.ย. 2553

เขียนต้นฉบับวันพฤหัสบดีที่ ๘ เมษายน ๒๕๕๓ แรม ๙ ค่ำ เดือนห้า

 ใจหายใจคว่ำกับสถานการณ์บ้านเมือง  พลิกไปพลิกมา  วันต่อวัน  ชั่วโมงต่อชั่วโมง  นาทีต่อนาที  ดูจะยิ่งบานปลายขึ้นเรื่อยๆ  ทั้งโดยธรรมชาติและการจงใจให้มีเรื่อง  เกิดอะไรขึ้นกับบ้านนี้เมืองนี้?  จะไม่ให้มีชีวิตปกติสุขกันเลยเชียวหรือ?  หลายคนตั้งคำถามท่ามกลางอากาศอบอ้าว  หลายคนบอกต้องทำเหมือนหูหนวกตาบอดบ้าง  ไม่อย่างนั้นเครียดตาย  แค่ได้ยินบางพวกอันธพาลข่มขู่คุกคามโกหกตอแหลบิดเบือนกันแล้ว  ต้องยอมรับว่าสถานการณ์วิกฤติเสื่อมทรามสุดๆ  จนหลายคนร่ำๆ จะทนไม่ไหวอีกต่อไป

 ในที่สุดก็ต้องเข้าสู่สถานการณ์ฉุกเฉินร้ายแรง  เกิดอะไรขึ้น?  ไม่รู้จะเกิดอะไรขึ้น?  ในเมื่อยังมีการใส่ไฟให้ร้ายกันอย่างรุนแรง  มีทั้งผู้ที่เข้าใจว่ารัฐบาลทำถูกแล้ว  และผู้ที่เข้าใจว่ารัฐบาลทำไม่ถูก  เข้าใจว่าตัวเองถูกกระทำ  ทั้งที่การกระทำหลายอย่างของตัวเองนั้น  เลยเถิดจนยากที่ผู้มีสติอย่างปกติจะยอมรับได้

 “สัพเพ  สัตตา  อเวรา  โหนตุ  อัพพะยาปัชฌา  โหนตุ  อะนีฆา  โหนตุ  สุขี  อัตตานัง  ปะริหะรันตุ”

 “สัตว์ทั้งหลายที่เป็นเพื่อนทุกข์  เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ด้วยกันทั้งหมดทั้งสิ้น  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้มีเวรแก่กันและกันเลย  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้เบียดเบียนซึ่งกันและกันเลย  จงเป็นสุขเป็นสุขเถิด  อย่าได้ทุกข์กายทุกข์ใจเลย  จงมีความสุขกายสุขใจ  รักษาตนให้ให้พ้นจากทุกข์ภัยทั้งสิ้นเถิด”

 เฮ้อ...สาธุ...เฮ้อ...สาธุ! หลายผู้รักสงบต่างเปล่งสาธุพร้อมเสียงทอดถอนใจ...

 กลับไปที่ “สลึง”  ที่ถึงแม้จะน้อย แม้จะไม่เต็มบาท แม้ไม่ใช่สิบ แม้ไม่ใช่ร้อย แม้ไม่ใช่พัน แม้ไม่ใช่หมื่น แม้ไม่ใช่แสน แม้ไม่ใช่ล้าน แต่ “สลึง” ก็เป็นหน่วยหนึ่งที่เป็นฐานให้เกิดยอดต่างๆ เหล่านั้น  อย่างน้อยก็เพราะ “มีสี่สลึง จึงมีหนึ่งบาท”  หรือ “มีสลึง  พึงบรรจบ  ให้ครบบาท...”  (๕๕๕)

 “เป็นเพียงผู้ผ่านทางของกาลเวลา  เป็นเพียงผู้ขับขาน  บทเพลงแห่งความเป็นไป  มีรอยยิ้ม  มีความหวัง  มีกำลังใจ  มีความหมาย  มากมายให้ค้นหา  ขอจงหยัดยืนเคียงกัน  สร้างสรรค์รวมพลังแกร่ง  ด้วยเรี่ยวแรงสองมือและอุดมการณ์  จงร่วมพลังสร้างสรรค์ดันสังคม  ที่ทุกข์ระทมสิ้นความหวัง  ขอบทเพลงจงนำพลังเพื่อผองชน  เศษเล็กๆ ที่คนมองไม่เห็นคุณค่า  หล่นตามพื้นริมทาง  ไม่มีความสำคัญ  คือสลึงรวบรวมเศษเสี้ยวกำลัง  ต่อเติมฝันร่วมทางเดินด้วยศรัทธา...”

 ครับ ผมพบเนื้อเพลง “สลึง” ในหนังสือเล่มนั้น  ลงชื่อเจ้าของเพลงคือ ภูริส  แซ่หลี  แสดงว่ากลุ่มสลึงมีตัวตนและผลงานด้านดนตรีอยู่ใน มหาวิทยาลัยมหิดล  คำว่า รอยยิ้ม  ความหวัง  พลัง  กำลังใจ  ศรัทธา  อุดมการณ์ ความหมาย  พร่างพรายเคียงข้างคำว่า สังคม  ความทุกข์ระทม  รวมทั้งคำว่า ผองชน

 ไม่รู้กี่ยุคกี่สมัยแล้ว  บทเพลงบทกวียังชำแรกแทรกซึมอยู่ในชีวิตจิตใจนิสิตนักศึกษาหนุ่มสาวแสวงหา  แม้จะเล็กๆ น้อยๆ เฉกเช่น “สลึง”  ท่ามกลางพายุลมบริโภคโลกไร้พรมแดน  แต่กลุ่มเล็กกลุ่มน้อยนั้นยังคงดำรงอยู่ตามความเป็นจริง  และจักค่อยๆ ส่องทางขยับขยายพื้นที่และกาลเวลาสู่หัวใจคนรุ่นต่อไป

 อย่างไรก็ตาม  ในความมีอยู่จริงของอนิจจัง  เราย่อมอดใจหายกับความเป็นจริงของมันมิได้  อย่างที่กล่าวไว้แล้ว  คนเคยร้องเพลงเดียวกัน  คนเคยอยู่วงดนตรีเดียวกัน  คนเคยอยู่วงเหล้าเดียวกัน  คนเคยอยู่กลุ่มก้อนเดียวกัน  คนเคยยืนเคียงข้างกัน  ก็อาจไม่ได้ยืนเคียงกันอีกต่อไป  แถมยังอาจกลายเป็นคู่แค้นกันด้วยซ้ำ

 ไม่ขอลงรายละเอียด  ขอยกตัวอย่างเจ้าของบทเพลงและบทกวีที่ถูกรวบรวมไว้  อาทิ  เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์, จิระนันท์  พิตรปรีชา, วิทยากร  เชียงกูล, วิสา  คัญทัพ, กุดจี่, ชูเกียรติ  ฉาไธสง, จิ้น  กรรมาชน, ตี้  กรรมาชน, คุรุชน, โคมฉาย, ประกายไฟ, สองวัย, รวมฆ้อน, ศุ  บุญเลี้ยง, พจนารถ  พจนาพิทักษ์, เอี้ยว ณ ปานนั้น, คีตาญชลี, โฮป, แอ๊ด  คาราบาว, หงา  คาราวาน, พงษ์เทพ  กระโดนชำนาญ, แฮมเมอร์, วินัย  อุกฤษณ์, วาณิช  จรุงกิจอนันต์, พงษ์สิทธิ์  คำภีร์, ธงไชย  แมคอินไตย์, อี๊ด  ฟุตปาธ, สุนทรี  เวชานนท์ ฯลฯ

 คงไม่ตาลายนะครับ  ด้นรายชื่อไปเท่าที่ปรากฏส่วนหนึ่งในหนังสือเล่มนี้  ไม่ได้ลำดับหน้าหลัง  ใครเป็นใคร  ยุคไหนสมัยไหนในวันก่อน  ส่วนใครจะเป็นฝ่ายไหน  คิดอะไร  พูดอะไร  ทำอะไรในวันนี้  หรือวางตัวเยือกเย็นอยู่ในที่ตั้งของตัวเองอย่างไรนั้น  เชื่อว่าท่านผู้อ่านจะรับรู้ทางลมในชีวิตแต่ละคนได้

 เราอยู่ที่เดิม  เขาเปลี่ยนไป?  หรือเขาอยู่ที่เดิม  เราเปลี่ยนไป?  ใครจากเราไป?  เราจากใครมา?  ชีวิตช่างเป็นละครยอกย้อนบนเวทีละครอันสลับซับซ้อนทางสังคม  เกิดอะไรขึ้น?  เกิดขึ้นแล้วจะจบลงอย่างไร?  ใครจะรู้?  ขนาดเพื่อนเก่าผมบางคน  บางสถานการณ์ยังเห็นไปปรากฏตัวอยู่ข้างๆ พวกอันธพาลธิปไตย  บุกก่อกวนสถานที่ประชุมต่างๆ เลย  ได้ยินอ้างว่าทำคะแนนไว้  ถ้ามีเลือกตั้งครั้งใหม่  นายใหญ่จะจัดให้!

 สัพเพ  สัตตา...เล่นการเมือง...เรื่องเล่นเพื่อใครกันละเนี่ย...!

ไพวรินทร์ ขาวงาม