บันเทิง

คิดสวนทาง - Jazz Festival มะนิลาถึงบางกอก (ต่อ)

คิดสวนทาง - Jazz Festival มะนิลาถึงบางกอก (ต่อ)

13 เม.ย. 2553

ก่อนจะเข้าเรื่องของเรา ด้วยเหตุการณ์บ้านเมืองที่ยุ่งเหยิงอยู่นี้ ก็อยากจะแสดงความคิดเห็นไว้บ้างเล็กๆ น้อยๆ ว่าตอนนี้ ในความคิดเห็นของผมมันไม่ใช่เรื่องการต่อสู้กันทางการเมืองแล้ว มันเป็นการต่อสู้ของ ธรรมกับอธรรม ความดีกับความชั่ว ความเสียสละกับความเห็นแก่ต

  แล้วเราจะเลือกให้คนดี หรือคนไม่ดีมาปกครองเราล่ะครับ ถ้าเราได้ผู้นำที่มีแต่กิเลสตัณหา จิตใจเต็มไปด้วยโมหะ โทษะ ราคะ เอาแต่ได้ มานำชีวิตเรา “เมืองไทย” ต้องเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “เมืองทาส” ไม่มีใครอยากให้เป็นแบบนั้นไช่ไหมครับ ถ้าอย่างนั้นก็ต้องสู้นะครับ แสดงตัวและเลือกข้างชัดเจนได้แล้ว

 การไปแสดงดนตรีที่มะนิลาในครั้งนี้ต้องไปแสดงถึงสามที่ ซึ่งเราก็ไม่ได้คัดค้านอะไร เพราะเป้าหมายคือจะได้มีโอกาสซ้อมเพื่อที่จะกลับมาแสดงที่กรุงเทพฯ ยิ่งได้เล่นมากๆ ก็ยิ่งดีเพราะวงเพิ่งตั้งกันสดๆ ร้อนๆ อย่างที่เล่าให้ฟังไปแล้วในคอลัมน์ก่อน ที่แรกที่ไปเล่นคือ Greenbelt 3 Park เป็นคอมเพล็กซ์ร้านค้าร้านอาหารที่คนฟิลิปปินส์นิยมออกไปเที่ยวกัน มีร้านอาหารและเครื่องดื่มมากมาย และก็มีเวทีสำหรับจัดการแสดงดนตรีเป็นครั้งคราว การออกแบบ การจัดสถานที่ก็เหมือนกับที่เราไปแถว J Avenue ที่ทองหล่อ หรือ Crystal Park แถวเรียบทางด่วน เอกมัย-รามอินทรา คนฟิลิปปินส์ก็หน้าตาเหมือนคนไทย แต่งตัวก็เหมือนกัน นี่ถ้าผมยังเมามายอยู่เหมือนเมื่อก่อน เลิกเล่น ลงมาคงเผลอเรียกแท็กซี่กลับบ้านวัชรพลไปแล้ว

 การแสดงเป็นฟรีคอนเสิร์ตเพื่อประชาสัมพันธ์วันแสดงจริงที่ต้องเสียเงิน การแสดงของเราก็โอเค คนฟังก็ปรบมือเป่าปากกันดี โดยเฉพาะเพลงของ Jeff Beck เป็นเพลงบลูส์ชื่อ Caused We Ended As Lovers คนฟังจะชอบกันเป็นพิเศษ โดยเฉพาะกลุ่มที่มีอายุหน่อยหรือกลุ่มที่เป็น Baby Boomer ก็จะรู้จักเพลงนี้เป็นอย่างดี ก่อนแสดงก็ได้ออกตัวว่า ถึงจะมาที่มะนิลาเป็นครั้งแรก แต่คนฟิลิปปินส์ไม่ใช่คนแปลกหน้าสำหรับเลย เพราะตั้งแต่เป็นวัยรุ่นก็แอบไปฟังพวกนักดนตีชาวฟิลิปปินส์เล่นตามที่ต่างๆ ในกรุงเทพฯ อยู่เสมอ และก็มีความรู้สึกว่าที่มะนิลานี้เป็นบ้านของนักดนตรี ซึ่งผมก็ตื่นเต้นอยู่ไม่น้อยที่ได้มาเล่นดนตรีในที่ๆ มีแต่นักดนตรีเก่งๆ มานั่งดู

 วันที่สองก็ไปแสดงที่ Ayala Museum เป็นวันเลี้ยงรับรองอย่างเป็นทางการ โดยศิลปินจากทุกประเทศจะมาแสดงกันคนละเพลงสองเพลงและก็มี Jam session กันในตอนท้าย เป็นงานแบบกันเองๆ ตามสไตล์ชาวฟิลิปปินส์ที่เหมือนกับคนไทยที่ชอบอะไรๆ แบบสบายๆ โดยผู้จัดได้เชิญตัวแทนจากสถานทูตต่างๆ ที่มีศิลปินให้มาร่วมงานในครั้งนี้ด้วย

 เราก็รู้สึกเหมือนเป็นเด็กกำพร้า เพราะไม่มีใครจากสถานทูตไทยมาเลย แต่ทางสถานทูตก็ได้โทรติดต่อขอโทษขอโพยมาว่า ติดงาน ต้องนำคณะนาฏศิลป์จากเชียงใหม่ไปแสดงในต่างจังหวัดของฟิลิปปินส์ ซึ่งจริงๆ แล้วผมก็ไม่ได้สนใจอะไรมากมาย แต่ไม่ทราบมีใครรู้สึกเหมือนผมไหมว่า เรามักจะดีใจเมื่อเจอคนไทยด้วยกันในต่างประเทศ ภาษาเป็นตัวบ่งชี้ว่าเราเป็นคนไทย วันที่เล่นวันแรกก็มีคนไทยมาสวัสดี บอกว่าเห็นโฆษณาในโปสเตอร์ก็เลยมาเชียร์ แค่นี้ก็เป็นกำลังใจให้มากมายแล้ว

 ผมเองก็เคยทำหน้าที่เป็นตัวแทนประเทศไทยในงานหลายๆ งานก่อนหน้านี้มาแล้ว คราวนี้ถึงจะไม่ได้มีตราประทับว่าเป็นตัวแทนประเทศไทย แต่ความรับผิดชอบว่าเราทำในนามประเทศก็ไม่ได้ลดน้อยถอยลงไป เพราะเวลาเขาประกาศชื่อก็จะพูดว่า “จิราแพน ฟรอมไตยแลนด์”และผมก็ขอยืนยันว่าไม่ได้ทำให้ชื่อเสียงของคนไทยเสื่อมเสียไปเลยแม้แต่น้อย ผิดกับคนไทยที่อยู่ต่างแดนและพวกพ้องในเมืองไทยเสียอีก ที่มุ่งจะทำร้ายทำลายประเทศไทยให้เสื่อมเสียลงไปทุกวันๆ

 วันจริงแสดงที่โรงแรมโซฟิเทล เวทีจัดไว้ริมทะเลแสดงในเต็นท์ ผมก็วาดภาพไว้สวยหรูว่าวันนี้ต้องเต็มที่มันแน่ๆ พอไปถึงที่งานเพื่อซาวด์เช็ก คนจัดก็เดินมาต้อนรับอย่างยิ้มแย้มแจ่มใสพร้อมกับพูดว่า “Jirapan, you know you are in Philippine, everything is late!!!” ขอไม่แปลนะครับ ปัญหาคือซัพพลายเออร์ที่จัดหาเครื่องดนตรีดูวันและวงผิดเลยจัดเครื่องมาผิด ต้องกลับไปเปลี่ยนเครื่องมาใหม่ กว่าเครื่องจะดังก็ปาเข้าไป 4 โมงเย็นแล้ว

 ตามหมายกำหนดการวงแรกต้องดัง 6 โมงครึ่ง วงโชว์วงหลัก (main act) คือวง The Brand New Heavies มีเวลาซาวด์เช็กแค่นิดเดียว ส่วนวงที่เหลือไม่ได้ซาวด์เช็ก รวมทั้งผมด้วยได้บอกคนจัดไปว่าผมขอไม่เล่น แต่เมื่อเห็นแววตาที่เกือบจะร้องไห้แล้วเลยยอมเล่นแค่ 2 เพลง ที่เครื่องไม่ยุ่งยากเพื่อแสดงสปิริต กว่าจะเริ่มเล่นได้คนดูกลับไปกันเยอะ แต่ในที่สุดก็ผ่านไปได้ โดยผู้จัดบอกกับผู้ที่ไม่ได้ชมวันนี้ ขอเชิญกลับมาชมวง The Yellow Jackets ในวันต่อไปได้ฟรี ผมก็ไม่ได้ติดใจอะไร และก็ต้องชมผู้จัดว่ารักษาอารมณ์และสติได้ดี ค่อยๆ แก้ปัญหาไปทีละเปลาะ เห็นใจครับเวลาเราเป็นคนจัดเองอะไรๆ ที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นได้ ทั้งๆ ที่ได้เตรียมทุกอย่างไว้แล้ว อารมณ์และสติเป็นสิ่งที่ต้องควบคุมไว้ให้อยู่ ไม่เช่นนั้นจะเกิดเป็นจลาจลขึ้นในทีมงานได้ สถานที่ที่ไปเล่นทุกที่จะอยู่ในเขต มะกะติ (Makati) อันเป็นย่านหรูหราของมะนิลา เป็นย่านธุรกิจที่ดูคล้ายกับอยู่ในสิงคโปร์ หรือฮ่องกง ส่วนที่ไกลออกไปจากเขตนี้ก็จะมีความแตกต่างกันมาก

 ช่องว่างในสังคมก็มีอยู่เยอะ เป็นผลมาจากการปกครองในระบอบเผด็จการสมัยมาร์คอส เห็นแล้วนึกถึงเมืองไทยเมื่อ 40 ปีก่อน ผมว่าปัจจุบันเรามีคนชั้นกลางมากขึ้น คนกลุ่มนี้ที่มีการศึกษาดีขึ้น ทำให้สังคมเรามีระเบียบมากขึ้น การศึกษาเป็นสิ่งสำคัญที่สุดที่ควรจะพัฒนาให้ถึงกลุ่มคนระดับรากหญ้า เพื่อลดช่องว่างในสังคม ไม่ใช่เอาเงินของรัฐไปแจกแล้วให้พวกเขากลายเป็นหนี้บุญคุณคนแจก ความรู้ทำให้คนเรามีศักดิ์ศรี และไม่ยอมตกเป็นเครื่องมือใครง่ายๆ ดังนั้นผู้ที่ถูกหลอกมาเป็นเครื่องมือ คือ คนที่ไม่มีความรู้และไม่มีศักดิ์ศรี แต่ไม่ใช่ว่าเขาจะเป็นคนไม่ดีนะครับ

 วันที่เขียนบทความนี้เป็นวันจักรี ขอพระสยามเทวาธิราชจงปกป้องคุ้มครองประเทศไทยของเราให้อยู่เย็นเป็นสุข

 วันที่ลงบทความนี้เป็นวันสงกรานต์ ขอให้ท่านผู้อ่านทุกท่านจงประสบแต่ความสวัสดีมีชัย ขอให้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ในสากลโลกจงดลบันดาลให้พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จงทรงพระเจริญยิ่งยืนนาน

"จิรพรรณ อังศวานนท์"