บันเทิง

ภาคสองของ The Simpsons
ไอน์สไตน์ในร่างโฮเมอร์

ภาคสองของ The Simpsons ไอน์สไตน์ในร่างโฮเมอร์

09 เม.ย. 2553

ตอนที่ เดวิด เบ็คแฮม โยนบอลครอสบอลจากริมสนามแม่นๆ ช่วงปี 1999-2001 จนแมนยูคว้าแชมป์ต่อเนื่องมากมายนั้น แท็บลอยด์ที่เป็นไม้เบื่อไม้เมากับแฟนหงส์แดงอย่าง the sun ถึงขนาดเขียนว่า

  “เบ็คแฮมนั้น ไม่ต่างอะไรจาก ไอน์สไตน์ที่อยู่ในสนาม เพียงแต่หัวของเขาอยู่ที่เท้า และมันคือการโยนบอล”

 ไอน์สไตน์กลายเป็นสัญลักษณ์ที่เวลาใครทำอะไรเกินๆ ในทางบวกๆ เพี้ยนๆ ก็มักจะถูกโยงให้ไปเป็น เหมือนตัวการ์ตูนแห่งศตวรรษที่นิตยสาร TIME ในเดือนตุลาคม-ธันวาคมปี 1999 สรุปว่าเป็น "การ์ตูนที่ดีที่สุดแห่งศตวรรษ"

 ผมเองยังซื้อ TIME ตอนนั้นเก็บไว้ 7-8 เล่ม เพราะเขาทำเป็นซีรีส์หลายตอน ที่ตามเก็บเพราะว่าตัวเองก็เป็นแฟนพันธุ์แท้ของ “บาร์ท ซิมป์สัน” ที่อยู่ในครอบครัวของโฮเมอร์ การ์ตูน The Simpsons นั้นประสบความสำเร็จมากจนใกล้จะมีภาคสองแล้ว หลังจากภาคหนึ่งไปได้ดีพอสมควร

 แมทท์ โกรนนิ่ง ยอมรับกับนิตยสาร entertainment weekly ว่า จุดคิดเกี่ยวกับตัวการ์ตูนอย่างโฮเมอร์นั้น แม้ว่าใครหลายคนจะเปรียบว่าเขาคือ กวีโฮเมอร์ในศตวรรษใหม่ แต่แท้จริงแล้ว ที่มาของโฮเมอร์จริงๆ คือ ไอน์สไตน์ในฉบับการ์ตูนที่ไม่ค่อยเต็ม

 “แน่นอนว่า ที่มานั้นจะต้องมีการ์ตูนอย่าง krusty อยู่ด้วย แต่โดยแนวทางแล้ว โฮเมอร์ ใน The Simpsons คืออีกภาคหนึ่งของไอน์สไตน์ ที่ดันไม่จีเนียสแต่ค่อนไปทางเบาปัญญามากกว่า” แมทท์ โกรนนิ่ง เล่าให้ฟัง

 เขาบอกว่าหลายครั้ง ผู้คนและยุคสมัยมักชอบเอาใครก็ตามมาเปรียบเป็น ไอน์สไตน์ ที่ฉลาดๆ คนอย่าง โฮเมอร์ ที่มีชื่อเกี่ยวนัยของกวีโฮเมอร์ด้วย จึงถูกทีมงานนำเสนอว่าเป็นไอน์สไตน์ฉบับการ์ตูนเบาสมอง

 บทของ The Simpsins ถูกคิดกันตั้งแต่ปลายทศวรรษที่ 80s และกลายมาเป็นการ์ตูนที่โด่งดังในต้นทศวรรษที่ 90s เนื่องเพราะมีเนื้อหาล้อเลียน แดกดันและเสียดสีเกี่ยวกับเรื่องร้อนแรงทางสังคมและการเมือง อาทิ ตอนหนึ่งที่มีการเอา บิล คลินตัน มาล้อตอนที่มีเซ็กส์กับนักศึกษาฝึกงานสาว จนกลายเป็นคดีโด่งดังทั่วโลก

 และอย่างที่บอกตอนต้น เมื่อสิ้นศตวรรษที่ 20 นิตยสาร TIME มีการจัดอันดับสิ่งต่างๆ ล่วงหน้าหนึ่งปี และยกย่องให้ The Simpsons เป็นการ์ตูนแห่งศตวรรษ ! 

 อาจจะต้องบอกว่านี่คือ โปรเจกท์เยลโล่ที่มีความเสี่ยงมากมายไม่ต่างจากหนังลงทุนบางเรื่องที่ผ่านมา ฉะนั้นแล้ว พล็อตเรื่องก็ดี หรือเนื้อหาจะทำให้เป็นการ์ตูนในฉบับของหนังนั้น อาจจะต้องทำให้ผู้สร้างต้องคิดกันอย่างรอบคอบ

 พารากราฟแรกของบทความนี้คือใจความหนึ่งของสกู๊ป The Simpsons ในนิตยสารเล่มล่าสุดของ entertainment weekly

 “สิ่งที่มันยากก็คือ นี่คือหนังที่มีกลุ่มเป้าหมายในการดูเป็นผู้ใหญ่ แต่ตัวแสดงหลักกลับไม่ใช่มนุษย์” แล้วอะไรล่ะคือจุดที่จะนำมาขายของหนัง?

 มันก็ต้องมีอะไรสักอย่างที่จะทำให้หนังการ์ตูนขวัญใจของอเมริกันชน ทำให้ผู้ชมรู้สึกว่านี่คือหนังที่พวกเขาจะต้องดูและพูดกันปากต่อปาก รวมทั้งจบลงด้วยดี  Simpsons The Movie ภาคแรกเคยติดเรต 18 นั่นหมายความว่ามีอะไรบางอย่างที่เข้าขั้นลามกหรือหยาบคายตามสไตล์ของการ์ตูนฉบับดั้งเดิม

 “พล็อตของหนังเรื่องดูจะไหลลื่น ปราดเปรียวราวกับตัวโฮเมอร์ที่ชอบมุดศีรษะเข้าไปซ่อนตัวอยูในม่านหรือพรมราวกับเป็นพวกเอสกิโมมุดตัวเข้าไปในกระโจมอาศัย สยองขวัญ กวนเท้า ตื่นเต้นและขำขื่น คืออารมณ์หลักๆ ของหนังเรื่องนี้” โคแนน โอ.ไบรอัน โปรดิวเซอร์ของหนังบอกว่า มันก็เหมือนมุกตลก ที่พวกเราไม่ตลกเลย เพราะถ้ามันเจ๊งขึ้นมาทุกอย่างก็พัง”

 เจมส์ แอล.บรุ๊ค ทีมงานคนหนึ่งบอกทีมงานทุกคนยืนยันว่า มีบางฉากที่ต้องเปลี่ยนไปมามากถึง 300 กว่าครั้งกว่าจะได้ฉากที่ลงตัว

 “เวลาคุณดูหนังเรื่องนี้ คุณไม่มีทางที่จะคาดเดาได้เลยว่า ทำไมหนัง The Simpsons  จะจบลงอย่างไร เพราะว่าพล็อตหนังนั้น มันมีลักษณะราวกับอะไรที่ไม่มีทีท่าว่าจะสิ้นสุด” แมทท์ โกรนนิ่ง คนเขียนบทหนังเล่าให้ฟัง

 “พวกเรารู้ดีว่า กำลังทำโปรเจกท์ใหญ่ที่ทุกคนอยากจะดูเป็นฉบับภาพยนตร์ และในที่สุดหนังเรื่องหนึ่งที่มีตัวละครโง่ๆ บ้าๆ บอๆ ก็สำเร็จในที่สุด”

 คาแรกเตอร์ที่ แมทท์ บอกนั้นก็คือ โฮเมอร์ ซิมป์สัน หัวหน้าครอบครัวตระกูลซิมป์สันที่ดูโง่เง่าไม่ต่างอะไรจากหมูแย่ๆ ตัวหนึ่งในคอกโฮเมอร์ เป็นตัวละครที่แทนผู้คนในยุคสมัยใหม่ที่มักจะชอบก่อเรื่องให้วุ่นวาย อลหม่านและเอาตัวเองเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับสถานการณ์บ้าๆ บ๊องส์ๆ

 “ฉบับภาพยนตร์ของ The Simpsons นั้น อาจเรียกได้ว่านี่คือฤดูกาลที่ 19 ของเรื่องมันเอง แน่นอนว่า แฟนๆ ของหนังเรื่องนี้ ยังสามารถที่จะคาดหวังได้ถึงอะไรที่เคยเห็นในการ์ตูน เพราะยกเอาสีสันของมันมาหมด” แมทท์ โกรนนิ่ง บอก

 ใครสนใจการ์ตูนเรื่องนี้ อดใจรอหนังภาค 2 อีกไม่นานนัก

"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]