บันเทิง

คมเคียวคมปากกา-มนต์รักหน่อไม้ส้ม

คมเคียวคมปากกา-มนต์รักหน่อไม้ส้ม

05 เม.ย. 2553

อากาศร้อนๆ แห้งๆ ประสมบรรยากาศบ้านเมืองที่แห้งๆ แล้งน้ำใจ และลวกร้อนจนม็อบกลางถนนหน้าดำกันเป็นแถบ โดยที่คนเล็กๆ อย่างเราก็ไม่รู้จะจัดการช่วยเหลืออย่างไรให้ร้อนกลายเป็นเย็นสำหรับทุกฝ่าย เพราะการจัดการ หรือการจะเจรจานั้น เป็นเรื่องคนใหญ่กับคนใหญ่เขาว่ากันจ

ทำกับข้าวเป็นกิจกรรมคลายเครียดอย่างวิเศษ เช่นช่วงนี้ใบมะขามอ่อนแตกผลิ เอามาต้มกะทิปลาเค็ม ซดน้ำร้อนๆ ได้รสชาติใบมะขามอ่อนที่จะเปรี้ยวอมหวานสดชื่น ไม่เปรี้ยวจี๊ดอย่างฝักมะขาม และมีกลิ่นหอมกลบคาวอื่นๆ  วิธีทำก็ง่ายมาก ต้มกะทิกับตะไคร้ ใบมะกรูด แล้วโขลกกะปิกับหอมแดงลงไป ล้างปลาเค็มแล้วหั่นเป็นชิ้นพอเหมาะใส่ลงไป

 หรือไม่ก็แกงส้มซดแก้ร้อนได้ดี ตำพริกแห้งกับกระชาย และหัวหอม ใส่หัวหอมมากหน่อยจึงจะถึงรสแกงส้ม ที่สำคัญต้องมีกะปิดี หน้าร้อนปีที่แล้วผมพาหนุ่มสาวสามคน...ก็ลูกๆ แหละครับ ขับรถล่องใต้ไปนอนเกาะพีพี ขากลับซื้อกะปิแท้มาหลายกระปุก ครัวดีต้องมีกะปิดี เพราะกะปิเป็นตัวเชื่อมรสชาติต่างๆ ในหม้อแกงให้กลมกล่อม กะปิแท้ต่างจากกะปิใส่สีม่วงที่ขายถูกๆ ตามตลาด กะปิใส่สีแกงแล้วไม่ได้กลิ่นหอมแกงส้ม เครื่องแกงเติมขมิ้นเหลืองเข้าไปเพิ่มคุณค่าสมุนไพร อีกเคล็ดหนึ่งในการแกงส้มคือ ต้มปลาแกะเนื้อโขลกผสมให้น้ำแกงข้น และเก็บน้ำต้มปลาไว้เป็นน้ำแกง จะได้รสหวานของน้ำต้มปลา

 ได้ปลากดคังมาแกงส้มกับหน่อไม้ดองที่เพื่อนบ้านทำไว้ขาย ซื้อมาสิบบาทก็แกงได้หม้อใหญ่ โทษที หน่อไม้พวกนี้เพื่อนบ้านเขาก็ขยันเก็บจากบนภูเขาหลังบ้านผมนั่นแหละ คนขี้เกียจอย่างเราก็ซื้อเอารสชาติแกงส้มหน่อไม้ดองกับปลากดคัง...สุดวิเศษ ขณะพิมพ์ต้นฉบับอยู่นี้ กลิ่นหน่อไม้ดองยังติดเล็บติดมือให้นอนดมเล่น...เป็นเอามาก

 ได้กินแกงหน่อไม้ในหน้าแล้งอย่างนี้ ก็เลยนึกถึงเพลง หน่อไม้ส้ม ที่ไหมไทย ใจตะวัน ร้องไว้ในอัลบั้มเวลคัมทูทำนา เพลงนี้แต่งโดย อุ่นแก้ว ลูกบัวบด เพลงดี ดนตรีแซบ ขับร้องได้นัวลึก-นัวลึก นัวคืออร่อยกลมกล่อม นัวลึกคืออร่อยมาก...มาจากเนื้อเพลงหน่อไม้ส้มนั่นเอง

 “อาหารใดใหม่ๆ แปลกๆ เอามาแลกหน่อไม้ส้มก็บ่เอา เมือบ้านยามใดแม่เปิดไหใบเก่า หน่อไม้ส้มเอ๋ยบ่เคยลืมเจ้า ของกินบ้านเฮา นัวลึก นัวลึก”

 ต้องขอชมคนแต่งเพลงที่เลือกแง่มุมมาเล่าเรื่องได้น่าสนใจ และโดนใจคนชอบแกงหน่อไม้ส้ม กลิ่นและรสของหน่อไม้ดองนั้นไม่เหมือนใคร เพียงแต่ต้องทำกินให้เป็น คือลวกน้ำร้อนเสียก่อน เพื่อขจัดสารที่อาจเป็นพิษต่อตับไต เพราะถ้าไม่ลวกน้ำเสียก่อน กินเข้าไปแล้วก็จะเจ็บแสบเวลาปัสสาวะ

 แง่มุมเอาเรื่องกินมาเล่าเป็นเพลงน่าจะยังมีเรื่องเล่นได้อีกมาก อย่าลืมว่ากิจกรรมที่คนเราทำทุกวัน นอกจากใช้โทรศัพท์มือถือแล้วก็คือการกินครับ ต้นตำนานเพลงกินน่าจะเป็นเพลง อีสานบ้านของเฮา ที่ทำให้ผักกะแยงโดดเด่นขึ้นมา พูดไปก็คิดถึงแกงหน่อไม้สดใส่ผักกะแยง

 “หอมดอกผักกะแยง ยามฟ้าแลงค่ำลงมา”  

 ผักกะแยงนี้ต้องกินยามแลงนะ จึงจะหอมอร่อย ทำไมล่ะ ก็ชื่อมันสระแอง เลยต้องกินยามแลงไง แล้วถ้าเป็นยามเช้าล่ะ เช้าก็สระเ-า หอมดอกผักสะเดา เมื่อยามเช้าเราย่างปลา(ดุก)...

 นี่เป็นเรื่องกลอนพาไปนะครับ เพราะในความเป็นจริง สะเดาตอนที่ออกดอกจนมีกลิ่นหอมแล้วนั้น เป็นดอกแก่ ไม่อร่อยเหมือนดอกอ่อน

วัฒน์ วรรลยางกูร