บันเทิง

คิดสวนทาง - ฝันไปเถอะ ดีกว่าไม่มีความฝัน

คิดสวนทาง - ฝันไปเถอะ ดีกว่าไม่มีความฝัน

17 มี.ค. 2552

เมื่อสองอาทิตย์ก่อนได้มีโอกาสไปชมการแสดงคอนเสิร์ตการบรรเลงเดี่ยวกีตาร์ของ มาร์ติน เทเลอร์ (Martin Taylor) นักกีตาร์ชาวอังกฤษ เชื้อสายสกอต

 ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยหอประชุมเล็กเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ในฐานะที่เป็นนักกีตาร์คนหนึ่งอยากจะบอกว่านี่คือความใฝ่ฝันส่วนตัว ที่อยากจะมีอยากจะเป็นได้อย่างเขา

 อยากจะมีโอกาสเล่นดนตรีในแนวที่ตัวเองรัก และมีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอยู่กับดนตรีแนวเดียวทั้งชีวิต ซึ่งจะช่วยให้เกิดมีความชำนาญในสิ่งที่ทำอยู่จนกลายเป็นสิ่งที่อยู่ในสายเลือด ฝังลึกถึงระดับวิญญาณหลอมรวมกลายเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เล่นออกมาได้อย่างเป็นธรรมชาติ มีอารมณ์มีชีวิตเช่นเดียวกับการมีลมหายใจเข้าออก และการที่ผมเป็นนักกีตาร์ผมรู้ว่าบางท่อนที่เขาเล่นนั้นมันยากแสนยาก แต่เขากลับเล่นมันออกมาได้อย่างง่ายดาย นั่นหมายถึงการฝึกซ้อมมาอย่างยาวนาน บวกกับความมุมานะอุตสาหะที่ต้องทำให้สำเร็จ เพราะเขาคงได้ยินท่วงทำนองเหล่านั้นในหัวของเขา

 นึกถึงคำให้สัมภาษณ์ของ แพท เมธินี (Pat Metheny) ที่ผมได้มีโอกาสสัมภาษณ์เมื่อครั้งมาแสดงที่เมืองไทยเมื่อประมาณ 3 ปีที่แล้ว เขาพูดว่า การเล่นดนตรีหรือแต่งเพลงก็เหมือนการใช้ภาษา เราต้องเข้าใจภาษานั้นๆ ดีพอ จนเราสามารถ อ่าน พูด เขียน ได้อย่างคล่องแคล่ว เป็นการใช้ชีวิต เป็นการหายใจ เขาบอกว่าเขามีเพลงที่ยังไม่ได้บันทึกเสียงอยู่อีกประมาณ 500 กว่าเพลง เขาแต่งเพลง ตลอดเวลามีการแสดงเกือบทุกวันตลอดทั้งปี และเขาก็อยู่ในแนวดนตรีฟิวชั่นแจ๊สมาโดยตลอด ทำให้เขามีความชำนาญดนตรีในแนวนี้มากยิ่งขึ้น

 ผมนึกชื่นชมวัฒนธรรมของตะวันตกที่เขามีวิธีสอนให้คนของเขารู้จักตัวเองมาตั้งแต่ยังเล็กๆ รู้ว่าชอบอะไร อยากเป็นอะไร และสังคมของเขาเปิดโอกาสให้ทำในสิ่งที่ตัวเองรัก หลายคนที่เลือกเดินทางเส้นนี้ก็จำเป็นต้องต่อสู้กับการคัดค้านของพ่อแม่ เมื่อจะเลือกเองก็ต้องออกไปต่อสู้เอาเอง ต้องออกไปพิสูจน์กับตัวเองว่าจะไปรอดหรือไม่ บางคนก็ไปไม่ถึงฝัน หลายคนก็สามารถทำได้อย่างที่ตัวเองใฝ่ฝันเอาไว้ ส่วนที่สำคัญไม่ได้อยู่ที่ความสำเร็จหรือไม่สำเร็จ แต่อยู่ที่มีโอกาส ได้ทำอย่างที่ฝันเอาไว้ และนี่คือบทเรียนที่มีค่าที่ไม่มีใครจะมาสอนให้ได้

 มานึกน้อยเนื้อต่ำใจกับโชคชะตาของตัวเองที่ต้องมาประสบปัญหาความสับสนในจิตใจมาทั้งชีวิต เพราะเราเป็นคนว่านอนสอนง่าย เชื่อฟังและรักแม่มาก (บางคนอาจจะเป็นพ่อหรือทั้งพ่อทั้งแม่) ยอมทำตามความพอใจของแม่มากกว่าของตัวเอง  เรียนให้จบปริญญาตรีมาเพื่อให้แม่ได้เบาใจว่าเราจะไม่เสียผู้เสียคนมีอนาคต ทั้งๆ ที่รู้ว่าตัวเองรักดนตรี แต่ในปี พ.ศ.นั้นก็ไม่มีโรงเรียนดนตรีให้เรียน หรือมีแต่ไม่รู้ และก็ไม่มีใครสนับสนุนให้มีอาชีพเป็นนักดนตรี  เพราะอย่างดีก็ได้ทำงานในไนต์คลับอยู่กับอบายมุข

 เป็นความทรมานและสับสนที่ต้องต่อสู้กันอยู่ตลอดเวลา และในที่สุด เมื่อมีความคิดว่าได้ทำในสิ่งที่แม่ขอไว้สำเร็จแล้ว ก็เดินเข้าไปทำงานในไนต์คลับหลังจากเรียนจบทันทีเมื่อมีเพื่อนมาชวน  แต่นั่นก็เสียเวลาไปเกือบครึ่งหนึ่งของชีวิต กว่าจะได้เริ่มต้นกับสิ่งที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน ผมว่าไม่ใช่ผมคนเดียวหรอกที่เจอกับ ปัญหาแบบนี้ มีคนอีกจำนวนไม่น้อยที่ไปมีอาชีพตามที่ตัวเองรักโดยไม่ใช่สาขาที่ได้ร่ำเรียนมา อาจเป็นเพราะเราไม่รู้จักตัวเองดีพอ หรือเป็นเพราะต้องทำตามค่านิยมของสังคม หรือสภาพของสังคมไม่เปิดโอกาสให้ ผลก็คือเราต้องไปเสียเวลาหลงทางอยู่เป็นเวลานาน เป็นต้นทุนเสียโอกาสที่ทำให้ศักยภาพในการแข่งขันหรือการพัฒนาการของเราต้องด้อยกว่าคนอื่น โดยเฉพาะในระดับนานาชาติ

 ในปัจจุบันทัศนคติแบบเก่าที่ผมและเพื่อนต้องประสบมาก็ได้มีการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น โดยเฉพาะในเรื่องของดนตรี มีสถาบันเปิดสอนดนตรีถึงระดับปริญญาตรีเกิดขึ้นมามากมาย  แต่เวลาเพียง 4 ปีในการเรียนดนตรีในมหาวิทยาลัยโดยไม่มีพื้นฐานที่ดีทางดนตรีมาก่อน ก็เกือบจะกลายเป็นการลงทุนที่สูญ เปล่า เพราะนักศึกษาที่จบออกมายังไม่มีศักยภาพพอที่จะออกไปต่อสู้กับมืออาชีพในโลกแห่งความเป็นจริงได้ และหลายคนก็ต้องเบนเข็มไปมีอาชีพอื่นที่ไม่ได้เรียนมา กลายเป็นเรื่องกงเกวียนกำเกวียนไปไม่รู้จบ ส่วนที่เก่งจริงๆ ก็เริ่มทยอยเข้ามาประดับในวงการมากขึ้น

 เพ้อเจ้อไปไกล กลับมาที่คอนเสิร์ตวันนั้น นอกจากการมีโอกาสได้เดินสายตรงแล้ว เทคโนโลยีก็มีส่วนสำคัญอย่างมากที่ทำให้เสียงกีตาร์ของเขามีความไพเราะมากขึ้น กีตาร์ต้องดีแอมพ์กีตาร์ต้องดี ฟังเสียงกีตาร์ในอัลบั้มดับเบิล แสตนดาร์ด ของเขาแล้วก็ทำให้เกิดความฮึกเหิมมีไฟ อยากจะทำอัลบั้มแบบเขาบ้าง แต่พออ่านเบื้องหลังว่าเสียงกีตาร์ที่แสนหวาน ไพเราะ ที่ได้ยินนั้นใช้ไมโครโฟนถึง 8 ตัวในการอัดเสียงกีตาร์ตัวเดียว คือใช้สองตัวรับที่ตัวกีตาร์ อีกตัวหนึ่งรับที่ช่วงคอกีตาร์ต่อกับตัว อีกตัวหนึ่งรับที่หัว ส่วนอีก 4 ตัวรับที่แอมพ์ AER ในระยะห่างแตกต่างกันออกไป ใช้ไมค์ Neumann KM56 ปี 1958 และอื่นๆ คิดราคาเฉพาะไมโครโฟนทั้งหมดกับกีตาร์ที่ใช้ก็ปาเข้าไปเกือบล้านบาทแล้ว

 แอบคำนวณงบประมาณของตัวเองที่คาดว่าจะได้จากการผลิตอัลบั้มใหม่แล้วก็ถอนหายใจ เสียงกีตาร์ที่อยากจะได้แบบเขาน่ะ  ฝันไปเถอะ แต่ถึงอย่างไรก็คงจะทำออกมา เพราะ ดีกว่าไม่มีความฝัน ไม่ใช่หรือครับ

"จิรพรร อังศวานนท์"