
ศิลป์แห่งแผ่นดิน - วัดพระปรางค์เหลืองเมืองพยุหคีรี
การเสด็จประพาสต้นภาคเหนือของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้สร้างตำนานไว้ในแผ่นดินอย่างสุดคณานับ
ยังความผูกพันแนบแน่นระหว่างจิตใจประชาราษฎร กับสถาบันกษัตริย์อย่างสุดประมาณได้
แม่น้ำเจ้าพระยาเป็นสายน้ำสำคัญดั่งสายเลือดของสยาม พระองค์เสด็จฯ ไปเยี่ยมเยือนประชาชนทางชลมารคไปทั่วทุกสารทิศ โดยอาศัยทางน้ำ ซึ่งในยุคสมัยนั้นถือเป็นการคมนาคมหลัก และเป็นยุคที่สังคมสยามมีวัดเป็นศูนย์กลาง
พระพุทธเจ้าหลวงของปวงชนเคยเสด็จฯ มาที่วัดพระปรางค์เหลืองถึง 3 ครั้ง ยังความปลาบปลื้มแก่พสกนิกรชาวเมืองพยุหคีรี ซึ่งในยุคนั้น พระครูพยุหานุสาสก์ (เงิน) เป็นเจ้าคณะเมืองพยุหะฯ
วัดพระปรางค์เหลือง มีอายุเก่าแก่กว่า 230 ปี กรมศิลปากรได้คำนวณอายุไว้ว่า สร้างในสมัยอยุธยาตอนปลาย บนทำเล “ดินพูน” ริมแม่น้ำเจ้าพระยา อยู่ใกล้กับ “เมืองบน” อันเป็นหัวเมืองโบราณสมัยทวารวดี ซึ่งปรากฏซากเมืองอยู่ที่บ้านเขาไม้เดน ห่าง (จากริมฝั่ง) ไปราว 2 กิโลเมตร
พระเจ้าอยู่หัวผู้ทรงเป็นที่รัก (ปิยมหาราช) เสด็จฯ มาถึงวัดพระปรางค์เหลือง ครั้งที่ 1 เมื่อปี ร.ศ.120 ตรงกับวันที่ 2 พฤศจิกายน 2444 ในเวลา 4 โมงเย็น ทอดพระเนตรพระอุโบสถ และกุฏิที่ช่างจีนสร้างไว้ และทรงสนพระราชหฤทัยการ “เหยียบฉ่า” โดยหมอจีน
ครั้งที่ 2 ในปี ร.ศ.125 ซึ่งตรงกับ 11 สิงหาคม 2449 ครั้งนั้นพระครูพยุหานุสาสก์ (เงิน) ได้ลงมาคอยอยู่ที่แพรับเสด็จ โดยมีปวงราษฎรนับพันรอรับเสด็จ
ครั้งที่ 3 ร.ศ.127 (พ.ศ.2451) พระองค์เสด็จฯ โดยรถไฟจากสถานีบางปะอิน ถึงสถานีปากน้ำโพ (นครสวรรค์) จากนั้นเสด็จฯ โดยเรือ “ชะล่า” (ขุดจากซุงทั้งต้น) มายังวัดพระปรางค์เหลือง โดยครั้งกระนั้นพระองค์เสด็จฯ ผ่านไปยังคลองมะขามเฒ่าด้วย เพื่อเสด็จฯ ต่อไปยังสุพรรณบุรี
วัดพระปรางค์เหลือง มีชื่อเสียงเรื่องการ “เหยียบฉ่า” และการรักษาแผนสมุนไพร มีพระภิกษุที่เป็นที่เคารพศรัทธาเป็นเจ้าอาวาสสืบเนื่องมาไม่ขาดสาย นับตั้งแต่หลวงพ่อดำ หลวงพ่อสี จนถึงหลวงพ่อเงิน
องค์พระปรางค์สูงเด่นเห็นตระหง่านอยู่ริมแม่น้ำเจ้าพระยา แวดล้อมด้วยภูมิทัศน์อันงดงาม ภายในบริเวณวัดร่มรื่นด้วยไม้ใหญ่
ผมตื่นใจ “ต้นแจง” โบราณ ดูแล้วคำนวณอายุในใจ น่าจะกว่า 100 ปี ต้นแจงต้นนี้ รูปทรงสวยงาม ลำต้นสีนวล ผิวเรียบแต่มีมัดกล้ามเป็นพู กิ่งก้านมีลีลาแผ่สาขาสอดรัดสอดรับอย่างมีจังหวะจะโคน พุ่มใบดกหนา สีเขียวอ่อนสบายตา ให้ร่มเงาแบบ “ร่มสนิท” แสงแดดไม่สามารถทะลุทะลวงฝ่าลงถึงพื้นได้ แจงต้นงามนี้อยู่ข้างศาลา 3 มุข ทรงสวย ซึ่งสร้างเมื่อปี 2475 เป็นศาลาไม้มีมุข 3 ด้าน ดังชื่อ ประดับด้วยลายไม้ฉลุ ตั้งเด่นเป็นสง่าน่าผ่อนพักกายใจ อยู่ด้านขวามือเมื่อแรกเข้าประตูด้านถนนเลียบแม่น้ำ
ใครผ่านทางสายเหนือเมื่อถึงทางแยกเข้า จ.อุทัยธานี ไม่ควรพลาดที่จะแวะเยี่ยมเยือนมากราบพระ ไหว้องค์พระปรางค์ โดยเลี้ยวรถเสียก่อน ไม่ข้ามสะพาน เลี้ยวเลาะเลียบแม่น้ำไปเพียงครึ่งกิโลเมตร ก่อนเข้าตลาดบ้านท่าน้ำอ้อย หากมาในเวลาอาหารกลางวัน ที่บ้านท่าน้ำอ้อยมีร้านอาหาร “ปลาแม่น้ำ” รสเด็ด ขอรับรองด้วยเกียรติของนักชิม “ลิ้นจระเข้” ว่า รสชาติอาหารบ้านท่าน้ำอ้อยนั้นสุดยอดจริงๆ ครับ อิ่มท้องแล้วมานั่งพักผ่อนหย่อนใจที่แพริมแม่น้ำ
แล้วอย่าลืมพากายใจไปอยู่ใต้ร่มเงา “ปู่แจง” ด้วยนะครับ จะได้รับรู้ถึงความร่มรื่นร่มเย็นเหมือนได้อยู่ในร่มเงาอดีตกาล จะได้รู้ว่าต้นไม้ที่อยู่ยืนยงมานานนั้น ก็มี “บารมี” เหมือนเช่นมนุษย์...
"ศักดิ์สิริ มีสมสืบ"



