
ชื่นมื่น78ปี"ปอง ปรีดา"มนต์ขลังลำน้ำโขงยังไม่สิ้น
ผ่านพ้นไปแล้วสำหรับงาน "มุทิตาจิต 78 ปอง ปรีดา" หรือ "คำปัน ผิวขำ" นักร้อง นักแต่งเพลงชาว จ.ขอนแก่น เจ้าของผลงานเพลงอมตะชื่อก้อง "สาวฝั่งโขง" และยังได้รับการเชิดชูเกียรติให้เป็นศิลปินมรดกอีสานในปี 2551 ที่สำนักวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมกับเครือข่าย
ไม่ว่าจะเป็น สมาคมสื่อมวลชนจังหวัดขอนแก่น มูลนิธิน้ำ สโมสรนักเขียนภาคอีสาน ชมรมนักร้องนักดนตรีขอนแก่น สำนักจัดการทรัพยากรป่าไม้ที่ 7 (ขอนแก่น) และ องค์กรอื่นๆอีกหลายแห่ง โดยจัดกันที่ที่ลานศิลปวัฒนธรรม ด้าหน้าหอศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น เมื่อช่วงค่ำของวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมา ท่ามกลางท้องฟ้าโปร่ง ดาวสวย เดือนเด่น และแฟนเพลงปอง ปรีดา ที่มาจากทั่วสารทิศ สมกับชื่องานที่ว่า "รวมคน รวมใจ มอบให้ ปอง ปรีดา"
ท่ามกลางใบหน้าที่ยิ้มแย้มของแขกเหรื่อที่มาร่วมงาน เมื่อได้ฟังเสียงของ "ปอง ปรีดา" เจ้าของเสียง"ผิวปาก"ที่หาใครเทียบยาก ที่ขนบทเพลงยอดฮิตในอดีตมาขับร้อง โดยมี บุญมา ภูเม็ง หรือ ชาตรี เสงี่ยมวงศ์ ผอ.ศูนย์บริการการศึกษานอกโรงเรียน อ.กระนวน จ.ขอนแก่น เล่นแอคโคเดียนประกอบ โดยมี นายปราโมทย์ สัจจรักษ์ ผู้ว่าราชการ จ.ขอนแก่น เป็นประธานเปิดงาน และมีแขกวีไอพีในจังหวัดมาร่วมงานคับคั่ง ไม่ว่าจะเป็น นายพยัต ชาญประเสริฐ รองผู้ว่าฯ ผศ.วิชัย ณีรัตนพันธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายศิลปวัฒนธรรมและศิษย์เก่าสัมพันธ์ อดีต ผู้ว่าราชการจังหวัดขอนแก่น นายกวี สุภธีระ , สมคิด สิงสง ,โรจน์ คำพาที จากกฟผ. และคนอื่นๆอีกกว่า 300 ชีวิต
ขณะที่ฟากศิลปินอีสานก็มาร่วมงานก็ไม่น้อยหน้า ทั้งแม่ฉวีวรรณ พันธุ หรือฉวีวรรณ ดำเนิน ที่มานั่งเป็นเกียรติแต่ไม่ได้ร้องเพลง ,สรเพชร ภิญโญ เจ้าของเพลงหนุ่มนาข้าวสาวนาเกลือคนนี้มาร่วมงานร่วมบริจาคและร่วมร้องเพลงดวย ,ถาวร สายทองคำ เงาเสียงของ เทพพร เพชรอุบล และไม่เว้นแม้แต่ฟากนักการเมือง อย่าง นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ ที่ปรึกษารัฐมนตรีกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รวมไปถึง อดีต รมช.คมนาคม อย่าง "ประจักษ์ แกล้วกล้าหาญ" ส.ส.ขอนแก่น ที่แม้ไม่ได้มาร่วมงาน แต่ก็ได้ร่วมบริจาคเงินสมทบกองทุนแด่ ปอง ปรีดา อีกด้วย
บรรยากาศในงาน เริ่มด้วยการขึ้นกล่าวแสดงมุทิตาจิตของ ผศ.วิชัย ณีรัตนพันธุ์ ต่อด้วยผู้ว่าราชการ จ.ขอนแก่น และการเปิดวีซีดีที่บอกเล่าเรื่องราวความเป็นมาของ ปอง ปรีดา กว่าจะก้าวเข้าสู่อาชีพนักร้อง ด้วยการตัดสินใจเข้ากรุงเทพฯ เมื่อปี 2496 ทำสารพัดอาชีพ ไม่เว้นแม้แต่การชกมวย ด้วยฉายา "สิงห์น้อย เกตุสงคราม" ที่ชก 26 ครั้งแต่ไม่เคยแพ้ และขณะที่ที่เขาทำงานก็มักจะหนีงานเพื่อออกไปประกวดร้องเพลงตามงานวัด แต่ด้วยเสียงที่ใส ก้องกังวาน ทำให้เขาคว้ารางวัลกลับมาแทบทุกครั้ง จากนั้นเขาก็ก้าวเข้าสู่อาชีพนักร้อง โดยเพลง "สาวฝั่งโขง" ถือเป็นบทเพลงที่พลิกชีวิตของ ปอง ปรีดา ก็ว่าได้ โดยประวัติชีวิตและผลงานครั้งนี้ได้รับการเรียบเรียงโดย ประยูร ลาแสง หรือ พระไม้ รองประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน มืออาชีพในการทำพรีเซ็นเตชั่นนั่นเอง
เมื่อถึงช่วงไฮไลท์ของงานมุทิตาจิต ซึ่งเป็นช่วงที่ "ปอง ปรีดา" ขึ้นเวที แต่เขาไม่สามารถยืนร้องเพลงได้ตลอด เพราะด้วยน้ำหนักตัวกว่า 110 กิโลกรัม และอาการเจ็บป่วยด้วยโรคเบาหวาน แต่น้ำเสียงดีไม่มีตก เปิดตัวเพลงแรกด้วยเพลง "ล่องโขงคืนเพ็ญ" ท่ามกลางเสียงปรบมือของบรรดาแฟนคลับที่ชื่นชอบผลงานเพลงของ ปอง ปรีดา ที่หลั่งไหลมาจองที่นั่งหลังทราบข่าว พอจบเพลงแรกปิดท้ายมุขขำๆ ด้วยคำว่า "จบแล้ว ๆ บักหำ"
ตามมาด้วยบทเพลงอมตะอย่าง "สาวฝั่งโขง" ซึ่งถือเป็นบทเพลงที่ไพเราะเนื้อหากินใจ "โอ้ ฝั่งลำน้ำโขง ยามเมื่อแลงค่ำลง สาวเจ้าคงลงเล่นตามท่า สาวเจ้าคงสิเพลินหนักหนา ข้อยหรือมาคอยท่า สาวเจ้าอย่ามัวหลงลม" ต่อด้วยบทเพลง เทพีเชียงใหม่ สาวป่าซาง สาวอยู่บ้านใด๋ และนางในดวงใจ และยังมีบทเพลงที่ร้องสดๆ อย่างเพลงสาว "เจ้าไปไส" โดยในระหว่างการร้องเพลงมีการพูดคุยถึงการแต่งบทเพลงของ ปองปรีดา สลับการการขึ้นมอบเงินบริจาคสมทบทุนจากผู้มีจิตศรัทธาที่มาร่วมงาน รวมทั้งการเปิดประมูล แผ่นขี้ครั่ง ซึ่งมีเพียง 24 แผ่นที่ ปอง ปรีดา ได้เก็บไว้เมื่อ 53 ปีก่อน
รวมไปถึงการขึ้นกล่าวคาราวะพระคุณครูด้วยบทกวีชั้นยอดของ "สมคิด สิงสง" ประธานมูลนิธิคนกับควาย และ บทผญาคารวะของ "ประยูร ลาแสง "หรือ "พระไม้" รองประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน ก่อนจะสลับให้แขกรับเชิญขึ้นร้องเพลงขับกล่อมบ้าง
ภายหลังการจัดงาน รวมยอดเงินบริจาคสมทบเพื่อมอบให้ "ปอง ปรีดา"ในค่ำคืนวันนั้น โดยที่ยังไม่หักค่าใช้จ่ายมากกว่า 1000,000 บาท ซึ่งยังมีเงินค่าจำหน่ายวีซีดีกว่า 7,000 บาทและมีเงินประมูลแผ่นขี้ครั่งอีกส่วนหนึ่ง และเงินทั้งหมดได้มอบให้ "ปอง ปรีดา" เพื่อนำไปใช้จ่ายและเป็นค่ารักษาพยาบาลตัวเอง นอกจากนั้น ปอง ปรีดา ยังได้มอบเงินก้นถุง เพื่อใช้เป็นเงินก้อนแรกในก่อตั้ง "กองทุนศิลปินอีสาน" ที่เพิ่งจะก่อตัวขึ้นมา โดยใช้การจัดงานมุฑิตาจิต "ปอง ปรีดา"เป็นการเริ่มต้นจำนวน 10,000 บาท โดยกองทุนนี้ จะเป็นกองทุนที่หารายได้เพื่อช่วยเหลือศิลปินอีสานที่เดือดร้อนและเจ็บป่วยในอนาคต
นี่เป็นการจัดงานครั้งแรกในนามของเครือข่ายที่รวมตัวกันเฉพาะกิจ ...นี่เป็นการจัดหาทุนครั้งแรกเพื่อตอบแทนคุณคนรุ่นก่อนที่สร้างสรรค์สิ่งดีงามเอาไว้ให้คนรุ่นหลังได้เรียนรู้ และเป็นพลังของชาวขอนแก่นที่รักเสียงเพลงและร่วมกันสร้างสรรค์สิ่งดีๆให้เกิดขึ้น โดยสิ่งที่คณะกรรมการจัดงานครั้งนี้คาดหวัง นอกจากเงินบริจาคที่อยากจะให้ได้มากที่สุดแล้ว อีกสิ่งที่ทีมงานต้องการ ...นั่นคือรอยยิ้มแห่งความอิ่มเอมใจของเจ้าของงานตัวจริง อย่าง "ปอง ปรีดา".นั่นเอง



