บันเทิง

อยากดูหนังการเมือง

อยากดูหนังการเมือง

25 มี.ค. 2553

สถานการณ์การเมืองบ้านเรา ที่ดูจะวุ่นวาย อึมครึม เต็มไปด้วยความขัดแย้ง แบ่งสี แยกเหล่า เชื้อชวน ปลุกระดม สร้างความแตกต่างทางชนชั้นวรรณะ (ทั้งๆ ที่ร้อยวันพันปี ไม่เคยมีใครมาจิกหัวเรียก ‘ไพร่’ หรือถ้ามีก็ไม่เคยนึกโกรธคนที่เรียก)...หากการเมืองเป็นเรื่องเคร่ง

 ถ้าการเมืองเต็มไปด้วยการช่วงชิงผลประโยชน์ แบ่งพรรคแบ่งพวก นักการเมืองล้วนมากด้วยเล่ห์เหลี่ยม ชั้นเชิง ไร้ซึ่งความจริงใจ เห็นประโยชน์ส่วนตนมากกว่าชาติบ้านเมือง (ทั้งที่ตอนหาเสียงมักประกาศว่าจะขอเข้ามาทำงานเพื่อชาติบ้านเมือง) ต่างฝ่ายต่างพยายามทำทุกวิถีทางเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบในเกมการเมือง เป็นผู้กุมอำนาจ ควบคุมกลไกของรัฐ รวบการบริหารแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดเอาไว้เพียงฝ่ายเดียว หรือไม่ก็แบ่งปันไปสู่พวกพ้อง...

 ถ้ามองอีกนัยหนึ่ง เรื่องราวเหล่านี้ล่ะครับ ที่จะสร้างสีสันให้ชวนติดตามได้ไม่ยาก โดยเฉพาะเรื่องราวการชิงไหวชิงพริบของนักการเมืองเพื่อนำไปสู่อำนาจ...ลองคิดดูสิครับ จะสนุกแค่ไหน หากเราห็นภาครัฐถูกท้าทายด้วยกลุ่มการเมืองขั้วตรงข้าม พยายามทำทุกวิถีทางเพื่อให้เกิดความวุ่นวายในบ้านเมือง ดิสเครดิตรัฐให้ประชาชนรู้สึกว่าไร้ความสามารถในการจัดการปัญหา เริ่มปลุกระดมมวลชนให้ฮึกเหิม สร้างความชอบธรรมให้แก่ตน เพื่อหวังใช้เป็นฐานในการโค่นล้มอำนาจ

 คุณผู้อ่านลองนึกภาพตามดูนะครับ...ในเซฟเฮ้าส์ ห่างไกลผู้คนแห่งหนึ่ง กลุ่มคนเสื้อส้มกำลังประชุมลับ ท่ามกลางบรรยากาศเคร่งเครียด บนโต๊ะตัวยาวกลางห้อง ปรากฏแผนที่เมืองขนาดใหญ่ถูกกางแผ่หลาเต็มโต๊ะ มีกากบาทสีแดง ทำสัญลักษณ์ไว้ตามจุดต่างๆ...ตลอดเวลาของการประชุมมีการโทรศัพท์แจ้งข่าวคราวความเคลื่อนไหวเข้ามาเป็นระยะๆ...ตัดภาพไปที่ห้องบัญชาการใหญ่ จอทีวีวงจรปิดหลายสิบจอ แสดงให้เห็นความเคลื่อนไหวของสถานที่สำคัญหลายแห่ง ผู้นำประเทศหน้าตาเคร่งขรึม ยืนสั่งการอย่างใกล้ชิด

 แค่คิดเห็นเป็นจินตนาภาพก็น่าสนุกแล้วนะครับ ทั้งๆ ที่เหตุการณ์ที่ยกตัวอย่างมาก็มีเค้าลางความจริงอยู่พอสมควร แต่น่าแปลกใจว่าทำไมคนทำหนังบ้านเราถึงไม่คิดเห็นนำเรื่องราวเหล่านี้มาเล่าสู่กันฟังในมุมสนุกๆ ดูบ้าง

 ใครว่าการเมืองเป็นเรื่องเคร่งเครียดครับ สร้างพล็อตดีๆ ผูกโครงเรื่องเก่งๆ มีจังหวะการเล่าเรื่องแม่นๆ จะเสียดสี เสียดเย้ย ถากถางอย่างไร ผมเชื่อว่าไม่เกินความสามารถคนทำหนัง คนเขียนบทบ้านเราไปได้อย่างแน่นอน

 เมื่อสองปีก่อนมีโอกาสดูหนังการเมืองจ๋าๆ เรื่องหนึ่งที่สนุกมาก เป็นเรื่องของวุฒิสมาชิกในสหรัฐอเมริกา เป็นจอมล็อบบี้ ผู้พยายามแปรงบประมาณกองทัพไปใช้ในกิจการอื่นที่สามารถสร้างคะแนนนิยมให้แก่ตนเองและกลุ่มก๊วน หนังเรื่องนี้มีชื่อว่า “Charlie Wilson’s War” บอกเล่าเรื่องราวของ ส.ว.คนดัง ชาร์ลี วิลสัน ผู้เคยมีชีวิตอยู่จริง (และเพิ่งเสียชีวิตไปไม่นาน) บุคคลคนนี้แหละที่ว่ากันว่าเป็นชนวนทำให้สหรัฐอเมริกาต้องประกาศสงครามกับผู้ก่อการร้ายในทุกวันนี้ อดีตที่ผ่านมา ชาร์ลี วิลสัน เป็นคนล็อบบี้งบฯ กระทรวงกลาโหมส่วนหนึ่งไปให้ความช่วยเหลือด้านอาวุธอย่างลับๆ ให้แก่กลุ่มตาลีบันสู้รบกับสหภาพโซเวียตในประเทศอัฟกานิสถาน จนในอีกหลายสิบปีถัดมา ปืนกระบอกนั้นก็หันมาจ่อศีรษะตัวเอง

 หลายปีก่อนหนังเรื่อง “Wag the Dog” ก็ช่างสนุกเหลือเกิน กับการได้เห็นเหล่าเอเย่นต์มาทำหน้าที่ดูแลภาพลักษณ์ให้แก่ประธานาธิบดี ได้เห็นฉากหน้าอันจอมปลอมของผู้นำประเทศ เช่นเดียวกับหนังเรื่อง “Dave” ที่ล้วงไส้ล้วงพุงการทำงานของเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว ที่ต้องกระวีกระวาดหาแพะสักคนมารับผลความโสมมจากการกระทำของประธานาธิบดี แต่คนอเมริกันโชคดีที่แพะตัวที่ว่านี้ กลับพยศ ไม่ยอมปล่อยตนให้เกลือกกลั้วกับการกระทำอันน่าละอายที่ว่านั้น

 การเมืองไทยมีอะไรน่าสนุกเยอะไม่แพ้กันครับ เพียงแต่ว่าใครจะกล้าเล่า กล้าแฉ กล้าประจาน กล้าออกมาทำอะไรที่แตกต่างบ้าง อันที่จริงเรื่องการเมืองดูจิ๊บจ๊อยน้อยนิดไปเลยนะครับ หากคนทำหนังบ้านเราคิดจะหยิบมาเอ่ยอ้างถึงในแง่มุมต่างๆ นานา เพราะขนาดเรื่องของศาสนา ยังถูกนำมาใช้เป็นบริบท ประกอบการวิพากษ์ความโสมมของมนุษย์มาแล้ว แต่ก็ไม่ได้มีผลกระทบกระเทือนแต่อย่างใด แม้จะมีองค์กรพุทธฯ บางแห่งออกมาประท้วงถึงความไม่เหมาะสม ยิ่งไปกว่านั้นดูเหมือนว่าสถานการณ์ของหนัง “นาคปรก” ดูจะมีทีท่าไปได้ดีทีเดียว (ไม่รู้ว่าเพราะข่าวที่ออกมาหรือเปล่า) พิสูจน์ได้จากรอบฉายเมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โรงหนังหลายๆ แห่งมีผู้ชมค่อนข้างหนาตาพอสมควร แม้ว่าก่อนหน้านี้ การชุมนุมประท้วงในบางพื้นที่ของกรุงเทพฯ จะทำให้คนไม่อยากออกจากบ้าน ไปเผชิญการจราจรที่เกือบจะเป็นจลาจล เพราะอยู่ๆ มวลชนก็เล่นออกมาขับขี่รถขวางถนนซะงั้น  

 บางคนเห็นการเมืองไทยเป็นเรื่องน่าเบื่อ เห็นนักการเมืองเป็นเหมือนของแสลงที่ไม่ควรข้องแวะยุ่งเกี่ยว แต่เชื่อว่ายังมีนักดูหนังอีกหลายคน อยากเห็นเรื่องราวการหักเหลี่ยมเฉือนคม เชือดเฉือน ชิงไหวชิงพริบกันทางการเมืองของนักการเมือง ขึ้นไปปรากฏบนจอ...คนทำหนังไม่ต้องกลัวถูกประท้วงหรอกครับว่าจะทำให้ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเสื่อมเสีย กลัวแต่จะถูกทักท้วงว่า ทำไมถึงสร้างได้ไม่สมจริงเอาเสียเลยต่างหาก

 อยากเห็นหนังการเมืองไทยจัง...

"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"