
มันกลับมาอีก ฮอลลีวู้ดดมก้นเอเชีย
ปรากฏการณ์ของ Avatar ที่ทำเงินถล่มโลก และถีบเรือ Titanic ตกบัลลังก์เมื่อต้นปีที่ผ่านมานี้ มีแรงสั่นสะเทือนหลายริกเตอร์ต่ออุตสาหกรรมหนังหลายอย่างทีเดียว
ที่นำโด่งเป็นจ่าฝูงคือ การกระโจนสู่อู่ข้าวอู่น้ำของหนัง 3 มิติ ที่ทำท่าจะขายได้อีกนานในตอนนี้ แต่สิ่งที่ติดตามมาด้วยก็คือ การที่ฮอลลีวู้ดเตรียมแผนสองสำรองคือ จะผลิตหนังเป็นระบบ 3 มิติอย่างเดียว
ระหว่างเดินจ่ายตลาดตอนนี้ ก็ช็อปปิ้งเอาหนังเอเชียและหนังจากไนจีเรียไปทำใหม่ด้วย ท่าทีแบบนี้ทำเอาหนังสือหลายเล่มนำเสนอกันอีกรอบเกี่ยวกับการที่หนังเอเชีย จะกลายเป็นเศรษฐกิจใหม่ของตัวเอง ผ่านมือเติบๆ ของฮอลลีวู้ด
แต่ช้าก่อนครับ เรื่องแบบนี้เคยเกิดมาแล้วในราวๆ ปี 2001-2004
ตอนนั้นหนังที่ขึ้นแผงมากคือ หนังตระกูลสยองขวัญ จำได้ไหม The Ring ทำรายได้มากกว่า 100 ล้านดอลลาร์ ตอนไปฉายที่อเมริกา
แฟนหนังเอเชียรู้จัก เดอะริง ในฐานะ ริงกุ (Ringu) หนังสยองขวัญเรื่องนี้เกี่ยวกับนักหนังสือพิมพ์ที่ถูกวาดลงในวิดีโอ ที่มีภยันอันตรายมาสู่ตัวเธอเองกับครอบครัวของเธอเริ่มต้นเป็นนวนิยาย ต่อมาก็เป็นภาพยนตร์ทางโทรทัศน์ แล้วก็กลายเป็นหนังใหญ่ ที่ทำให้ผู้คนสนใจเป็นอย่างมากตั้งแต่กรุงโตเกียวมาจนถึงกรุงเทพฯ
คำพูดปากต่อปากเหมือนเร่งเร้าให้คนอยากมาดูมากขึ้นๆ ผู้ที่อยู่เบื้องหลังได้แค่กระซิบติไปด้วยคำพูดที่ปกป้องสิทธิ์ของตัวเอง “ลิขสิทธิ์ในการฉายหนัง” (Franchise) เพื่อจะได้ปกป้องรายได้ที่ควรจะได้จากหนังต่างๆ ตอนนั้น ฮอลลีวู้ด ถูกมองว่าทำตัวเหมือนนักตกปลาที่เหวี่ยงแหไปรอบๆ เสมอเพื่อหาความคิดใหม่ๆ (ปลาที่ตกได้) เพราะขณะที่เอเชียก็กลายเป็นอู่ข้าวอู่น้ำของพวกเขา ค่ายหนังอย่าง DreamWork ได้เข้ามายังประเทศเกาหลีซื้อลิขสิทธิ์หนังเรื่อง My Sassy Girl
แม้แต่ตอนนั้น ทอม ครูซ ก็เหมือนกัน เข้ามากว้านซื้อกรรมสิทธิ์หนังในแนวผีสยองขวัญ ไทย-ฮ่องกง เรื่อง The eye, Dark Water และหนังสเปเชียลเอฟเฟกท์อื่นๆ จาก Ringu ผู้ประพันธ์ คือ โคจิ ซูซูกิ (Koji Suzuki) และกำกับโดย ฮิเดโอ นากาตะ (Hideo Nakata) นำกลับไปฮอลลีวู้ดหรืออาจจะเป็นไปได้ที่ตัวนากาตะเองจะเป็นผู้ดูแลผลผลิตด้วยตัวเองทีเดียว
ธุรกิจหนังอาจจะต่างจากธุรกิจทั่วไป จะเป็นทางสายเดียวแต่ยาวข้ามมหาสมุทรหรือทวีป จากตะวันตกสู่ตะวันออก ฮอลลีวู้ดหรือกรุงปารีส อาจจะทำหนังคล้ายกันลอกเลียนแบบกัน ยังไม่ทันที่คุณจะโทรปรึกษาทนายความของบริษัทคุณเกี่ยวกับลิขสิทธิ์ในหนัง มันอาจจะไปปรากฏอยู่ในโรงภาพยนตร์ที่ใดแล้วก็ได้ ตัวอย่างเช่น ฮ่องกงขโมย “นิกิต้า” ของ ลุค เบสซอง ไปในชื่อใหม่ว่า Black cat ก็ได้หรือการขโมย (Plot) โครงเรื่องก็แสนจะสะดวก อย่างธุรกิจหนังอินเดีย การเต้นรำ ร้องเพลงหมุนไปรอบๆ ภูเขา ล้วนแต่ดูคล้ายๆ กัน
หรือแม้กระทั่งในตอนนั้นเอง หนังสะเทือนขวัญของสหรัฐฯ “What Lies Beneath” กลายเป็น “Raaz” หรือ หนังโปแลนด์ “A Short Film About Love” กลายไปเป็น “EK Chhotisi Love Story” หรืออื่นๆ อีกมากในอังกฤษที่ไปปรากฏในอินเดีย “Bombay Dreams”
สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นเพราะอะไรหรือ
ก็เพราะคุณมีสิทธิ์ที่จะลอกเลียนแบบได้ “Copyright mean the right to copy”
เนื่องเพราะในปัจจุบันกลายเป็นทางอเมริกาขนเอาดารา ผู้กำกับจากฝั่งตะวันออกไป เช่น เฉินหลง ที่ได้เข้ามาอยู่ในฮอลลีวู้ดกับหนัง 5-6 เรื่อง
การพยายามเข้าหากันของสองซีกโลก ตะวันออก-ตะวันตก น่าจะเป็นผลดีสำหรับธุรกิจภาพยนตร์และดีสำหรับตัวหนังเอง
แม้ว่าในทางหนังนั้น คนทำใหม่อาจไม่เข้าใจเนื้อหาเก่า “The Ring” ของ กอร์ เวอร์บินสกี้ ภาคสหรัฐฯ อาจจะดีกว่า Version ที่นำไปทำโดยทีมงานอื่น ที่ไม่เข้าใจเนื้อหาอย่างแท้จริงของหนังก็ได้ หรือในหนังญี่ปุ่นเองต้นฉบับฉาย 90 นาที มาปรับปรุงเป็น 2 ชม. แต่เนื้อหาเพิ่มเติมเพียงเล็กน้อย แม้ว่า นาโอมิ วัตตส์ ถึงจะใช้ดาราดังอย่าง นานาโกะ มัตสึชิม่า ก็ตามก็ยังไม่สามารถทำเหมือนกับ 100% ได้
อย่างไรก็ตาม เราไม่สามารถพูดได้ว่าฮอลลีวู้ด ได้ลอกเลียนแบบหนังเอเชีย เพราะในช่วง 10 กว่าปีที่ผ่านมา แม้ตัว เควนติน ทาแรนติโน จะเคยทำหนัง Reservoir Dogs ขณะที่ฮ่องกงมีหนังสะเทือนขวัญ City on fire ซึ่งได้รับอิทธิพลชัดเจน
จะเห็นได้ว่า อย่างไร โลกตะวันตกก็คงได้ความกล้าหาญ ความชอบการผจญภัย เป็นสิ่งดึงดูดใจของหนังในโลกตะวันออกไปไม่มากก็น้อย อย่างน้อยทางเลือกก็คือ สร้างเพื่อให้กำลังใจแก่ผู้ชมที่ถูกหลอกลวงให้มีกำลังใจต่อสู้ต่อไป
เหมือนในหนังผีหลายเรื่องของเอเชีย
ที่ไม่ใช่เคยหลอกนายทุนจากอเมริกัน
แต่ยังหลอกขายของแม้แต่คนดูบ้านเราจริงๆ
"นันทขว้าง สิรสุนทร"



