
คมเคียวคมปากกา - พรุ่งนี้ไม่มี...
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๖ มีนาคม ๒๕๕๓ ขึ้น ๑ ค่ำ เดือนห้า
ร้อนนัก หลบร้อนไม่ได้ ก็เลยตากร้อนพาครอบครัวไปเที่ยวระยอง ค้างหาดแม่รำพึงหนึ่งคืน ได้ลงอาบน้ำทะเลกับลูกหลาน รู้สึกวัยหนุ่มถูกเรียกหา น้ำทะเลช่วงนี้ยังดูใสสะอาด ทั้งที่ผ่านการชำระล้างคาวคนมาไม่รู้กี่ร้อยกี่พันปี และทะเลนี้เมื่อสักสิบหรือยี่สิบปีก่อน เราก็เคยพบกันมาแล้วไม่น้อยครั้ง
กลับบ้าน สถานการณ์การเมืองยิ่งเครียดและร้อนแรง บางทีอดคิดไม่ได้ สมมติปิดช่องทางดูโทรทัศน์ ปิดช่องทางอ่านหนังสือพิมพ์ ปิดช่องทางพูดเรื่องการเมืองกับใคร เราก็ไม่รู้เลยว่าอะไรกำลังเกิดขึ้น แต่ก็นั่นแหละ ปิดหูปิดตามากก็ตกข่าว เสพข่าวมากก็เครียด ด้วยข่าวเองนั้นยังคงลักลั่นสับสนด้วย “ข้อเท็จจริง” กับ “ข้อคิดเห็น” เรามักตกเป็นเหยื่อ “ข้อคิดเห็น” มากกว่าจะรู้เท่าทัน “ข้อเท็จจริง”
บางวัน อยากพาตัวเองข้ามข่าว ข้ามสถานการณ์ ข้ามบุคคล ไปสู่พื้นที่สันติแห่งสติ
วันที่ ๑๔ มีนาคม แวะไปเยี่ยมบ้าน "ครูแจ๋ว" เสาวลักษณ์ เหมือนนิรุทธ์ ภรรยาของ "ครูสุข" สุขสันต์ เหมือนนิรุทธ์ นั่งวิเคราะห์การบ้านการเมืองกันพอไม่ให้เครียด ที่ไปครั้งนี้เพราะครูแจ๋วส่งข่าวหลายวันแล้วว่า "คุณติ๋ม" สุมาลี วงษ์สวรรค์ ภรรยาของ ’รงค์ วงษ์สวรรค์ ส่งหนังสืองานพระราชทานเพลิงศพเมื่อเดือนมกราคมมาให้ บอกว่าส่งมาถึงนานแล้ว คุณติ๋มต่อสายถามบ่อยๆ ว่าผมได้รับหรือยัง
ตื่นเต้นดีใจอย่างบอกไม่ถูก เมื่อเดือนมกราคมผมติดงาน ไม่ได้ขึ้นไปร่วมงานที่เชียงใหม่ ทั้งที่ใจจริงอยากไปมาก เมื่อไม่ได้ไปก็ได้แต่เขียนกลอนและส่งใจไปร่วมงาน ยังได้ข่าวจากเพื่อน ชีวี ชีวา ที่ขึ้นไปเชียงใหม่ว่า หนังสืองานพระราชทานเพลิงศพ “ศิลปินหนุ่มคนนั้น” ทำออกมาสวยงามทรงคุณค่ามาก โดยสามทหารเสือ (เขาว่าอย่างนั้น) บินหลา สันกาลาคีรี, พรชัย วิริยะประภานนท์ และ วรพจน์ พันธุพงศ์ ซึ่งคนจะได้รับหนังสือนี้ต้องเป็นแขกที่ไปร่วมงาน และต้องมีบัตรรับ โดยผมทำใจไปแล้วในเรื่องนี้
พออยู่ๆ ได้รับหนังสือ เป็นสิ่งไม่คาดฝันยิ่ง ผมรับหนังสือมาพลิกชมผ่านตา ยอมรับว่าสวยงามน่าอ่านมาก ทั้งคุณติ๋มยังเขียนลายมือมอบให้ด้วยความตั้งใจให้ระลึกถึง ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ ผมรับไว้ด้วยความตื้นตันใจ ทั้งนี้เพราะคุณติ๋ม และครูแจ๋ว เป็นเพื่อนที่สนิทกันมาก การที่ผมได้ไปอยู่บ้านไผ่ ขอนแก่น ได้ใกล้ชิดครูแจ๋ว ครูสุข กลายเป็นช่องทางหนึ่งให้ผมยังเหมือนได้ใกล้ชิดสวนทูนอินทางเชียงใหม่
‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เสียชีวิตเมื่อวันที่ ๑๕ มีนาคม ๒๕๕๒ โดยบังเอิญเหลือเกิน ผมได้รับหนังสือเล่มนี้วันที่ ๑๔ มีนาคม ๒๕๕๓ ถือว่าครบหนึ่งปีพอดี
“หันหลังให้พรุ่งนี้
เพราะ...พรุ่งนี้ไม่มี
จงดื่มแสงบุหลัน
ห่มความหนาวของราตรี
และอย่าร้องไห้
โกเมนบนกลีบกระบองเพชร
และผืนทรายสีอำพัน
นั้นจะเยาะหยัน
ดับไฟร้อนด้วยเมรัย
และเช็ดราคะบนริมฝีปากอิสตรี
จะทุกข์เทวษไปไย...พรุ่งนี้ไม่มี”
ถ้อยคำสั่นไหวหัวใจในหน้าต้นๆ นั้น ทำให้รู้สึกถึงพลังหลั่งไหลของอักษรและชีวิต ผมตั้งใจจะอ่านหนังสือเล่มนี้ให้ครบทุกถ้อยอักษรและภาพประกอบ เพื่อต่อเติมพลังชีวิตที่พึงมี
หลายปีก่อน ผมกับเพื่อนหนุ่ม ชีวี ชีวา และ ขจรฤทธิ์ รักษา แรมทางขึ้นดอยโป่งแยง เพื่อคารวะ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ เราได้ค้างแรมบนนั้น ได้เวลานัดหมายกินดื่มฟังนักเขียนหนุ่มตลอดกาลเล่าความหลัง เป็นฉากชีวิตที่มีความสุขมาก เมื่อเราสะพายเป้โหนรถขึ้นไป เหมือนคนหนุ่มออกเดินทางแสวงหาวิชา อิ่มเอมและได้เติมพลังทั้งในจินตนาการและประสบการณ์ ยังมีโอกาสได้ติดตามไปที่โรงพยาบาลเพื่อดูการฟอกไตด้วย นักเขียนที่เราเคารพนับถือชี้ไปยังเครื่องฟอกไตแล้วกล่าว “พวกนายดู ไม่รู้เราโชคดีหรือโชคร้าย ที่มีไอ้เครื่องทันสมัยตัวนี้” ผมสะท้อนใจ คิดถึงความเจ็บไข้ได้ป่วยขึ้นมาแล้วใจหาย
ขากลับ ขณะจะไปขึ้นรถไฟ ‘รงค์ วงษ์สวรรค์ รู้ใจ ให้คุณติ๋มจอดรถซื้อ “รีเจนซี่” ฝากผมกลมหนึ่ง ขณะรถไฟเดินทาง ผมจิบสุราพิเศษนั้นสนทนากับเพื่อน...คิดถึงนักเขียนผู้อยู่กับการเขียนชั่วชีวิต!
" ไพวรินทร์ ขาวงาม"



