บันเทิง

คิดสวนทาง - เพลงความรัก กับ ประชาธิปไตย

คิดสวนทาง - เพลงความรัก กับ ประชาธิปไตย

17 มี.ค. 2553

บรรยากาศของความรักเมื่อวันที่ 14 กุมภาพันธ์ แปรเปลี่ยนไปเป็นบรรยากาศของความร้อนแรงทางการเมืองขึ้นมาในวันที่ 14 มีนาคม 2535 เวลาแค่เพียง 30 วันเหตุการณ์เปลี่ยนกันไปได้ถึงขนาดนี้

 ตั้งใจว่าจะเขียนเรื่องเพลง "ความรัก" โดยพูดถึงแนวความคิดในการแต่งเพลงนี้ ก็คงจะไม่ถูก กาลเทศะกับเหตุการณ์บ้านเมืองที่กำลังเป็นไปในขณะนี้ ดังนั้นจึงอยากจะนำคำร้องในเพลงนี้มาปรับใช้กับสถานการณ์ในตอนนี้น่าจะเข้ากันได้มากกว่า

 ระหว่างวันที่ 11-13 มีนาคม ผมได้ติดตามข่าวต่างๆ ทางวิทยุอยู่ตลอดเวลา และก็ได้ยินการให้สัมภาษณ์ของสุภาพสตรีท่านหนึ่ง จำชื่อไม่ได้แน่ชัดแต่คิดว่าน่าจะเป็นตัวแทนของกลุ่มเครือข่าย หยุดทำร้ายประเทศไทย-หยุดใช้ความรุนแรง ออกมาแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับเหตการณ์ที่กลุ่มคนเสื้อแดงจะยกขบวนกันเข้ามาที่กรุงเทพฯ ตอนหนึ่งของการให้สัมภาษณ์เธอกล่าวเชิญชวนให้คนกรุงเทพฯ ให้การต้อนรับกลุ่มผู้ประท้วงโดยทำตัวเป็นเจ้าบ้าน ใช้ ความอดทน ต่อความวุ่นวายต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากการเรียกร้องสิทธิตามวิถีทางประชาธิปไตย หากการเรียกร้องนี้เป็นไปอย่างสันติวิธี

 น้ำเสียงที่เธอพูดนั้นราบเรียบปราศจากอารมณ์ จากน้ำเสียงเห็นภาพได้ว่า เธอพูดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นเสียงของผู้ใหญ่ที่มีอายุพอสมควร ภาษาที่ใช้ทำให้รับรู้ได้ว่าเธอได้รับการอบรมมาอย่างดีและมีความรู้ ที่สำคัญเธอรู้ว่ากำลังพูดเรื่องอะไรอยู่ น้ำเสียงของท่านนายกฯ อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ก็เป็นไปในทำนองเดียวกัน แล้วท่านผู้อ่านลองจินตนาการตัดภาพไปยังแกนนำของเสื้อแดงบางคน เวลาให้สัมภาษณ์ ท่านก็คงจะใช้วิจารณาญาณตัดสินกันเอาเองได้ว่ามันต่างกันอย่างไร ถ้าจะให้ผม เลือกข้าง ผมก็ขอสมัครเข้าร่วมในกลุ่มของ เครือข่ายหยุดทำร้ายประเทศไทย-หยุดความรุนแรง แน่นอน คำร้องท่อนที่ว่า “รักคือความอดทนทุกอย่าง จริงใจให้กัน” น่าจะปรับเข้ากับเหตุการณ์นี้ได้

 อดทนเพราะรักวิถีทางของประชาธิปไตย อดทนเพราะเข้าใจว่าประชาชนทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกัน อดทนเพราะรักบ้านนี้เมืองนี้ไม่ต้องการให้ใครมาทำลาย อดทนเพราะเห็นคุณค่าของชีวิต และทรัพย์สิน ทั้งของส่วนบุคคลและของส่วนรวม อดทนเพราะรู้ว่าบรรพบุรุษต้องต่อสู้มาขนาดไหน กว่าจะสร้างบ้านสร้างเมืองให้สวยงามร่มเย็นเช่นในปัจจุบัน อดทนเพราะเรารักกรุงเทพฯ

 ผมขอเลื่อนส่งต้นฉบับ เพื่อจะติดตามเหตุการณ์ว่าจะเป็นอย่างไร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่คาดเดาอะไรไม่ได้จริงๆ วันที่บทความนี้ได้ลงตีพิมพ์ก็ไม่ทราบว่าเรื่องจะจบลงอย่างไรหรือยังไม่จบ เหตุของความขัดแย้งนี้ไม่ใช่เป็นเรื่องที่เพิ่งจะมาเกิดขึ้นมาในระยะ 6-7 ปีมานี้เท่านั้น เป็นเรื่องที่มีมานานกว่านั้น และถ้ามองในเชิงบวก เหตุการณ์นี้ก็เป็นวิวัฒนาการทางสังคมที่จะต้องเกิดขึ้นไม่วันใดก็วันหนึ่ง อันเป็นผลมาจากช่องว่างทางสังคมที่มีมากขึ้นๆ การเกิดปรากฏการณ์เช่นนี้หลังจากที่เหตุการณ์สงบ พบทางออกกันแล้ว มักจะทำให้สังคมมีความเจริญรุดหน้าต่อไป ถ้าทุกอย่างทำด้วยสันติวิธี แต่บางประเทศก็โชคร้ายต้องประสบกับสงครามกลางเมืองยืดเยื้อไปหลายปี ก็ได้แต่ภาวนาว่าพระสยามเทวาธิราชจะทรงคุ้มครองไม่ให้ลูกหลานไทยต้องประสบกับชะตากรรมเหล่านั้น

 การเรียกร้องสิทธิตามวิถีทางประชาธิปไตยเป็นเรื่องที่ต้องทำ เพราะเป็นการเรียกร้องสิทธิของความเป็นมนุษย์ที่ต้องเท่าเทียมกัน ซึ่งกำหนดไว้ในกฎหมายรัฐธรรมนูญ นั่นคือทฤษฎีในความเป็นจริง เขียนโดยไม่ต้องมีหลักฐานยืนยัน ทุกคนก็รับรู้ได้ว่า เงินซื้อความเป็นมนุษย์ได้ และก็ไม่มีใครจะไปห้ามปรามอะไรได้ถ้าเป็นความพอใจของผู้ให้และผู้รับ ถ้าคุณมีเงิน 600 ล้านบาท คุณสามารถว่าจ้างคนจำนวนถึง 3 แสนคนให้มาร่วมงานวันเกิดของคุณได้ โดยให้ค่ารถค่าเสียเวลาไป คนละสองพันบาท แค่นี้งานวันเกิดของคุณก็ยิ่งใหญ่ลงในกินเนสส์บุ๊ก บันทึกเป็นเกียรติประวัติให้ลูก หลานในตระกูลท่านได้โม้กันไปอีกหลายชั่วคน แต่การกระทำครั้งนี้คุณมีการหวังผลว่าภาพลักษณ์ของคุณจะทำให้คุณได้ประโยชน์กลับคืนมาเป็นเงินถึง 150,000 ล้านบาท ก็เป็นการลงทุนเพียง 0.4% แค่นั้นเอง ไม่มีนักธุรกิจที่ไหนจะปล่อยให้โอกาสทางธุรกิจแบบนี้ผ่านไปง่ายๆ หรอกครับ

 ผมได้อ่านบทความในคอลัมน์ "เปลวสีเงิน" ที่พูดถึงอดีตนายกฯ ทักษิณให้แนวทางแก่กลุ่มคนเสื้อแดงว่า ให้ยึดสันติวิธีแนวอหิงสาแบบท่านมหาตมะ คานธี ผมไม่แน่ใจว่ากลุ่มคนเสื้อแดงจะเข้าใจอย่างถ่องแท้ถึงวิธีการและประวัติของท่านมหาตมะ คานธี มากน้อยสักแค่ไหน แต่ถ้าเข้าใจว่าคุณทักษิณ เหมือนท่านมหาตมะ คานธี ละก็ เรื่องถ้าจะจับต้นชนปลายกันไม่ถูก เพราะ ท่านมหาตมะ คานธี เป็นมหาบุรุษ ที่เสียสละทุกสิ่งทุกอย่างเพื่อประชาชนชาวอินเดียของท่าน และเป็นแบบอย่างของการต่อสู้ความรุนแรงให้โลกได้รับรู้ถึงความศักดิ์สิทธิ์ของวิธีการต่อต้านแนวอหิงสา แต่ คุณทักษิณเป็นอภิมหาเศรษฐี เป็นนักธุรกิจที่มีความสามารถและประสบความสำเร็จ นักธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จได้ สิ่งที่ต้องคิดอยู่ในหัวอยู่ตลอดเวลาคือ "กำไร" ครับ

 "รักคือความเข้าใจ รักคือยอมอภัยทุกอย่าง อภัยให้กัน" คำร้องท่อนนี้ก็เลือกใช้ตาม ฐานานุรูปของระดับจิตใจของแต่ละคนกันเอาเองนะครับ เพราะเราเป็นประชาธิปไตย

"จิรพรรณ อังศวานนท์"