บันเทิง

ผู้ถือหุ้นอสมทจี้เจรจาเรียกค่าตอบแทนช่อง3เพิ่ม

ผู้ถือหุ้นอสมทจี้เจรจาเรียกค่าตอบแทนช่อง3เพิ่ม

06 มี.ค. 2553

ผู้ถือหุ้น อสมท จี้เจรจาเรียกค่าตอบแทนเพิ่มจากช่อง 3 ก่อนต่อสัญญาอีก 10 ปี มองตัวเลขต้องไม่ต่ำกว่า 5 พันล้านต่อปี ชี้หากจ่ายไม่ได้ก็ควรเลิกสัญญา

นายพิเชียร อำนาจวรประเสริฐ ผู้ถือหุ้น บมจ.อสมท กล่าวว่า ในวาระที่ช่อง 3 จะครบกำหนดสัญญาส่วนแรก 20 ปีในวันที่ 25 มีนาคมนี้  อสมท ซึ่งเป็นคู่สัญญา ควรจะใช้โอกาสนี้เจรจาเรื่องผลประโยชน์ตอบแทนอายุสัมปทานส่วนสองอีก 10 ปีข้างหน้าใหม่ เพราะผลประโยชน์ที่ระบุไว้ในสัญญาจำนวน 2,002 ล้านบาทตลอดอายุสัญญา 10 ปี หรือเฉลี่ยปีละ 200 ล้านบาท แม้คณะกรรมการ อสมท จะเจรจาเพิ่มเติมมาได้อีก 405 ล้านบาท แต่ถือว่ายังเป็นจำนวนต่ำมาก เมื่อเปรียบเทียบกับรายได้ของบีอีซี เวิลด์ ที่มีตัวเลข 8,000 ล้านบาทต่อปี   

 ทั้งนี้ บอร์ด อสมท ควรจะเจรจากับช่อง 3 ที่เป็นคู่สัญญาให้เพิ่มผลประโยชน์ให้ อสมท เป็นตัวเลขไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี เพราะในอีก 10 ปีต่อจากนี้ไป เชื่อว่าผลประกอบการของบีอีซี เวิลด์จะเพิ่มสูงขึ้นกว่าปัจจุบันแน่นอน หากช่อง 3 ไม่สามารถจ่ายผลประโยชน์เพิ่มเติมได้ อสมท ก็ควรจะยกเลิกสัญญา และนำคลื่นความถี่ช่อง 3 กลับมาบริหารเอง หรือหากมีช่องทางการเปิดประมูล ก็ควรดำเนินการเพื่อหาผู้ประกอบการรายใหม่ ที่เสนอผลประโยชน์ให้แก่อสมท ได้มากกว่าที่ บีอีซี เวิลด์ เสนอให้ในสัญญา 10 ปีต่อจากนี้

 "อสมท ไม่ควรห่วงรายได้ที่ บีอีซี เสนอให้จำนวน 2,000 ล้าน แม้จะเจรจาได้เพิ่มอีก 405 ล้าน ก็ยังถือว่าต่ำ เมื่อเปรียบเทียบกับสัมปทานทรูวิชั่นส์ ที่ส่งรายได้ให้ อสมท ปีละ 500-600 ล้านบาท" นายพิเชียร กล่าว

 สำหรับสาระของสัญญาร่วมดำเนินกิจการส่งโทรทัศน์ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2532  ตามมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 18 เมษายน 2532 ระหว่างองค์การสื่อสารมวลชนแห่งประเทศไทย โดยนายราชันย์ ฮูเซ็น ผู้อำนวยการ อสมท กับบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นท์  จำกัด โดยนายวิชัย มาลีนนท์ กรรมการผู้จัดการ ข้อ 7. ระบุว่า เมื่อ บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ดำเนินการออกอากาศส่วนกลางและส่วนภูมิภาคครบตามกำหนดเวลา โดยไม่ผิดสัญญา อ.ส.ม.ท. ตกลงให้ บางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ ร่วมดำเนินการออกอากาศสถานีโทรทัศน์ไทยทีวีสีช่อง 3 ในส่วนกลางและส่วนภูมิภาคต่อไปอีก 10 ปี ตามเงื่อนไขและข้อกำหนดในสัญญานี้ โดยมีค่าตอบแทนรวมเป็นเงินไม่น้อยกว่า 2,002 ล้านบาท โดยแบ่งจ่ายเป็นรายปีตามหลักเกณฑ์ 

 ประกอบด้วย ปี 2553 มูลค่า 119 ล้านบาท ปี 2554 มูลค่า 165 ล้านบาท ปี 2555 มูลค่า 173 ล้านบาท ปี 2556 มูลค่า 182 ล้านบาท ปี 2557 มูลค่า 191 ล้านบาท ปี 2558 มูลค่า 200 ล้านบาท ปี 2559 มูลค่า 210 ล้านบาท ปี 2560 มูลค่า 221 ล้านบาท ปี 2561 มูลค่า 232 ล้านบาท ปี 2562 มูลค่า 244 ล้านบาท และปี 2563 มูลค่า 61 ล้านบาท

 แหล่งข่าวจาก บมจ.อสมท กล่าวว่า จากสาระของสัญญาดังกล่าวที่ระบุถึงสัญญาแก้ไขเพิ่มเติมครั้งที่ 3 ระหว่าง อ.ส.ม.ท. และบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ นั้นเป็นไปตาม “มติคณะรัฐมนตรี” เมื่อคู่สัญญาดำเนินการถูกต้องไม่ผิดสัญญา ให้สัญญาส่วนที่สองของบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ มีผลต่อเนื่องไปอีก 10 ปี (2553-2563) จะเห็นได้ว่าในสัญญาได้กำหนดเงื่อนไขตัวเลขค่าสัมปทานไว้ชัดเจน

 การเจรจาของบอร์ด อสมท กับ ผู้บริหาร บริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด เพื่อให้จ่ายผลประโยชน์เพิ่มเติมอีก 405 ล้านบาท เป็นเรื่องที่อยู่นอกเหนือสัญญาปกติ เพื่อให้ อสมท มีรายได้เพิ่มเติมจากสัญญาเดิม การดำเนินการของ อสมท และบอร์ด อสมท ได้ยึดสัญญาเป็นหลักในการปฏิบัติ 

 ทั้งนี้ วันจันทร์ที่ 8 มีนาคมนี้ ตัวแทนบอร์ด อสมท จะเข้าไปรายงานเกี่ยวกับเรื่องสัญญา อสมท กับช่อง 3 กับกระทรวงการคลัง ส่วนคณะกรรมาธิการสื่อสารและโทรคมนาคม สภาผู้แทนราษฎร ได้เชิญ ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ประธานบอร์ด อสมท และตัวแทนจากบริษัทบางกอกเอ็นเตอร์เทนเม้นต์ จำกัด คู่สัญญา ให้ข้อมูลแก่ กมธ. ในวันที่ 10 มีนาคมนี้