
ศิลาในน้ำเชี่ยว - เวลาแห่งความสุข
พระอาจารย์มิตซูโอะ เควสโก เมตตาแสดงธรรม ณ หอประชุมพุทธคยา สำนักพิมพ์ดีเอ็มจีเมื่อวันก่อน โดยกล่าวว่า เราทุกคนเกิดมาล้วนต้องการความสุข
ทว่าความสุขที่แท้จริงอยู่ที่ไหน หากไม่ตั้งใจพิจารณาแล้ว เราก็มักจะแสวงหาความสุขที่เป็นไปไม่ได้ มนุษย์ส่วนใหญ่ไม่มีใครค้นพบความสุขที่แท้จริง นอกจากผู้ตั้งใจศึกษาและปฏิบัติธรรมเท่านั้น ดังคำกล่าวที่ว่า การเห็นธรรมเพียงหนึ่งนาที ชีวิตก็มีคุณค่ามากกว่าชีวิตร้อยปีที่ไม่เห็นธรรม
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ใจ เป็น ประธาน เป็น หัวหน้าของชีวิต เมื่อจิตใจดีจึงจะรู้จัก คิดดี พูดดี ทำดี ถ้าจิตใจไม่ดี ถึงแม้จะร่ำรวย มีตำแหน่งใหญ่โต ได้รับการยกย่องสรรเสริญ สมปรารถนาทางโลกเพียงใดก็ตาม ย่อมหาความสุขไม่ได้เลย
เราจึงควรพิจารณาดู ใจ เป็นสำคัญ หมั่นสังเกตดูว่าสุขภาพใจของเราดีไหม ชีวิตของเราประกอบด้วยกายและใจ แต่จะเห็นว่าชีวิตของเรานี้ทุ่มเททุกอย่างเพื่อร่างกาย แต่ละเลยสุขภาพใจ ความจริงแล้ว เราสามารถเป็นหมอตรวจดูตัวเองได้ โดยการหมั่นตรวจดูสุขภาพจิตใจของตัวเอง โดยธรรมชาติ จิตของเราเป็นประภัสสร ผ่องใสโดยธรรมชาติ หรือเรียกว่า จิตเป็นพุทธะ คือ รู้ ตื่น เบิกบาน แต่ทุกวันนี้ มนุษย์ส่วนใหญ่มีจิตใจที่ไม่สบาย ตามที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า “ชีวิตนี้เป็นทุกข์” ถ้าเราปล่อยตัวปล่อยใจไปตามกิเลสตัณหา ตามความรู้สึก สัญชาตญาณ แสวงหาความสุขในกาม ลาภ ยศ สรรเสริญอยู่อย่างนี้
จิตใจที่ไม่ดีมีลักษณะอย่างไร ได้แก่ ความขี้เกียจ ฟุ้งซ่าน ขี้น้อยใจ ขี้อิจฉา ขี้กลัว ขี้โกรธ ขี้เหนียว ขี้อวด สารพัดอย่างที่ไม่ดี ถ้าเราตั้งจิตให้เป็นกลางพิจารณาดูสุขภาพจิตใจของตัวเอง จะเห็นอารมณ์หรือความรู้สึกเหล่านี้มีอยู่ ซึ่งเราก็ต้องยอมรับความจริง แล้วหันมาฟังคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้า การตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าทำให้เรารู้ว่า เราสามารถมีความสุขได้ในปัจจุบัน สำหรับผู้ที่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า แม้ไม่ถึงขนาดสำเร็จเป็นพระอรหันต์ เราก็สามารถพ้นทุกข์ได้ไม่มากก็น้อย เพียงแต่ให้เราตั้งเป้าหมายชีวิตของเราว่าจะเป็นผู้มีสุขภาพกายและสุขภาพใจดี ส่วนเรื่องจะสำเร็จบรรลุเป็นพระโสดาบัน พระสกิทาคามี พระอนาคามีหรือพระอรหันต์นั้น เป็นเรื่องที่มาทีหลัง
พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า จิตคนเรานี้อาศัยอยู่ในถ้ำ ถ้ำก็คือร่างกายของเรา เมื่อเป็นปกติ จิตใจเป็นปกติ จิตของเราก็อยู่ที่กาย ความรู้สึกอยู่ที่ไหน จิตก็อยู่ที่นั่น มีความรู้สึกตัวอยู่ที่กาย จิตของเราก็จะสงบ เป็นปกติ สบายใจ ทำอย่างไรจิตใจจึงจะอยู่ที่กายได้ มีอุบายอย่างหนึ่งคือ ให้เจริญอานาปาณสติ ดูลมหายใจเข้าออก ถ้าเราเข้าใจลมหายใจของตัวเองจะมีประโยชน์มาก ลองสังเกตดูลมหายใจในชีวิตประจำวันก็ได้ เมื่อเหนื่อยเราจะหายใจสั้น เมื่อไม่สบาย เป็นไข้ หายใจก็สั้น สุขภาพกายก็ไม่ดี แต่เมื่อเวลาเราพักผ่อนเต็มที่ เวลาสบายใจ สบายอารมณ์ เราจะหายใจยาวๆ สบายๆ นั่นก็เป็นเพราะว่า ลมหายใจของเราได้รับอิทธิพลจากร่างกายและจิตใจ สุขภาพกายดี ใจก็สบาย หายใจก็ยาว สบาย ถ้าสุขภาพกายไม่ดี หรือจิตใจไม่สบาย หงุดหงิด โกรธ วิตกกังวล ลมหายใจจะค่อนข้างสั้น
ขอเพียงตามดูใจ ดูความรู้สึกของเรา ตั้งใจให้แน่วแน่ว่าจะเป็นผู้ที่มีสุขภาพกายและสุขภาพใจที่ดี แล้วพยายามระลึกถึงกาย ระลึกถึงลมหายใจเข้าออกตามธรรมชาติ รับรู้ความรู้สึกติดต่อกันต่อเนื่อง ใจเราก็จะหยุดคิดฟุ้งซ่าน เมื่อใจสงบสบายก็แปลว่ามีสุขภาพจิตใจดี เป็น อินทรีย์สังวรณ์ศีล คือ ไม่ยินดียินร้ายต่อสิ่งที่มากระทบทางหู ตา จมูก ลิ้น กาย ใจ สิ่งนี้จะช่วยรักษาจิตใจให้เป็นปกติ สงบ สบาย หนักแน่น ไม่ยินดียินร้าย ตั้งเจตนาไม่เบียดเบียนตนเองและผู้อื่น อันเป็นหนทางที่จะนำพาเราให้พ้นจากความทุกข์ พบกับความสุขที่แท้จริงได้
ขอให้ทุกชั่วโมง ทุกนาทีของท่านเป็นช่วงเวลาแห่งความคิดดี โชคดีและมีสุข เชิญพบกันได้ที่งานสัปดาห์หนังสือแห่งชาติครั้งที่ 37 บูธสำนักพิมพ์ดีเอ็มจี H01 ห้องแพลนนารีฮอลล์ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ ระหว่างวันที่ 26 มีนาคม- 6 เมษายน ศกนี้ครับ
"ดนัย จันทร์เจ้าฉาย"



