บันเทิง

มองโลกแบบวิกรม - “บัณฑิตแบบไหนที่ตลาดแรงงานต้องการ”

มองโลกแบบวิกรม - “บัณฑิตแบบไหนที่ตลาดแรงงานต้องการ”

26 ก.พ. 2553

ช่วงหลังเทศกาลตรุษจีนที่ผ่านมาผมได้รับเชิญไปบรรยายให้แก่นักศึกษาชั้นปีที่ 4 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลกรุงเทพในงาน “ปัจฉิมนิเทศประจำปี 2552” ในหัวข้อ “การเตรียมความพร้อมสู่ตลาดแรงงาน”

  ผมถามตัวเองอยู่เหมือนกันว่า อะไรทำให้ผมตัดสินใจที่จะใช้เวลา 2 ชั่วโมง ( ไม่นับรวมการเดินทาง ) ไปบรรยายให้แก่น้องๆ นักศึกษาที่ใกล้จะจบ  ทั้งๆ ที่ตามปกติแล้วผมไม่ค่อยใช้เวลากับงานเช่นนี้มากนัก เรียกได้ว่าครั้งนี้เป็นครั้งที่สองเท่านั้น   คำตอบง่ายๆ ก็คือ น้องๆ ที่ใกล้เรียนจบนี้จะเป็น อนาคตที่สำคัญของสังคมไทย ที่จะมีส่วนช่วยทำให้อุตสาหกรรมการผลิตและการบริการต่างๆ มีความเข้มแข็ง มั่นคงและสามารถเดินต่อไปได้ หากพวกเขามีภาพรวมในมุมกว้างของโลก  ของเพื่อนบ้านและข้อสำคัญที่สุด คือของสังคมไทยเราอย่างชัดเจน

 ผมมักเน้นย้ำอยู่เสมอว่า สิ่งที่มนุษย์เราต้องตระหนักรู้ให้มากที่สุดนั้นคือ การรู้จักตนเอง เพราะพวกเขาจะต้องเข้าใจว่า “เราคือใคร?” “ เราต้องการอะไร?” และเราจะเดินเข้าสู่ตลาดไปทำงานอะไร ( หรือพูดง่ายๆ อะไรที่เราชอบหรือสนใจ) โดยที่ตลาดมีความต้องการด้านไหน  เพราะน้องๆ ที่จบใหม่บางคนยังไม่ทันมีประสบการณ์จากการทำงานก็อยากจะไปเป็น “เถ้าแก่” (เจ้าของกิจการ) กันเสียแล้ว จึงทำให้ประสบปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย  ผมแนะนำให้น้องๆ ไปอ่านหนังสือผมจะเป็นคนดี “ก่อร่างสร้างธุรกิจ” เผื่อว่าเขาจะได้ข้อคิดจากประสบการณ์ของผมที่ผ่านมาว่าหนักหนาสาหัสเลือดตาแทบกระเด็นเพียงใด กว่าผมจะเดินทางมาจนถึงวันนี้ 

 น้องๆ ทุกคนตั้งใจฟังกันอย่างดีทำให้เวลาสองชั่วโมงกว่าผ่านไปอย่างรวดเร็ว ผมเริ่มปูพื้นข้อมูลตั้งแต่ประวัติศาสตร์ชาติไทยแบบย่อ เพื่อให้เห็นภาพว่าบรรพบุรุษของเรามีความเป็นมาอย่างไร   ไทยในอดีตเป็นอย่างไรเมื่อเปรียบเทียบกับเพื่อนบ้านในภูมิภาค  ทำไมไทยจึงล้าหลังในปัจจุบัน แล้วเมื่อไหร่คนไทยจะเก่งกว่าคนอังกฤษ  หรือแม้แต่ต่างชาติมองพนักงานไทยอย่างไร ฯลฯ ( สนใจฟังโปรดติดตามใน www.vikrom.net 

 ผมยกคำกล่าวจีนฝากน้องๆ ไว้ว่า “การเรียนไม่มีที่สิ้นสุด” อยู่จนแก่ เรียนจนแก่ ชีวิตเราไม่ควรหยุดนิ่งแค่เรียนจบแล้วจบกัน  เราควรสนใจพัฒนาศึกษาสิ่งต่างๆ รอบตัวเพื่อให้เราสามารถรู้เท่าทันตนเอง รู้เท่าทันโลก เป็นการเรียนรู้ตลอดชีวิต

 ท้ายที่สุดผมขอให้น้องๆ ตระหนักถึงความสมัครสมานสามัคคีว่า เป็นสิ่งที่สังคมไทยเราต้องการอย่างมากในขณะนี้    ขอให้พวกเขา “ซื่อสัตย์ต่อตนเองและสังคม” รู้จักใช้สติ เหตุและผลในการดำเนินชีวิต เพราะหากเราคิดอย่างไร เราย่อมทำและเป็นเช่นนั้น  แล้วสังคมไทยเราก็จะอยู่รอด เจริญเติบโต พัฒนาไปในทิศทางที่ถูกที่ควรอย่างแน่นอน... 

 ทั้งนี้ด้วยพลังส่วนหนึ่งจากพวกเขา แค่นี้ผมก็สุขใจแล้วครับ

"วิกรม กรมดิษฐ์"