
Music Retail ตายสนิท แล้ว แหนังจะรอด?
หลายๆ คนอาจจะกำลังตั้งหน้าตารอคอยว่า Avatar จะคว้าออสการ์ไหม?
แต่คำถามนี้เป็นเรื่องน่าเบื่อมากสำหรับผม เพราะออสการ์ไม่มีสีสันอะไรมาหลายปีแล้ว แม้แต่นักวิจารณ์หลายคนในหลายประเทศ ก็ชอบบ่นตามคอลัมน์ว่า ไม่ค่อยสนใจอะไร เพราะ "กรอบ" ของออสการ์นั้น ทำให้การคาดเดาผู้ชนะ ไม่ค่อยผิดพลาดอะไรมากนัก เรื่องน่าตื่นเต้นเล็กๆ น้อยๆ จึงอาจจะไปอยู่ที่นักแสดงคนไหนที่เวลาขึ้นเวที และมีอุดมคติทางการเมืองแปลกๆ อาจจะตะโกนด่าใครออกมาแบบสดๆ
ถึงปีนี้ ออสการ์ จะมีหนังเข้าชิงถึง 10 เรื่องในสาขาหนังยอดเยี่ยม แต่ผมไม่ได้รู้สึกตื่นเต้นอะไรด้วย และมันก็ไม่ได้ทำให้ Avatar ของ เจมส์ คาเมรอน ลดการเป็นเต็ง 1 ลงไป สิ่งที่ผมกำลังสนใจมากกว่าในตอนนี้ก็คือ เมื่อเดือนที่แล้ว นิตยสารดนตรีเล่มหนึ่ง สรุปสิ่งต่างๆ เกี่ยวกับหนัง และหนึ่งในนั้นก็คือ การเสียชีวิตลง หรือตายสนิทของร้านขาย ซีดี หรือพวกที่เราเรียกกันว่า music retail ที่ครอบคลุมไปถึงร้านค้าปลีกเกี่ยวกับซีดีด้วย
เขาบอกว่าปีที่ผ่านมา มีร้านขาย ซีดี เจ๊งปิดกันมากที่สุดตั้งแต่เคยมีการเจ๊งกันมา
คำถามคือ ในเมื่อร้านขาย ซีดี ยังหมดลมหายใจ ถูกดึงท่ออากาศออกแบบกระชากอย่างนี้ แล้วร้านที่ขาย ดีวีดี หนังอยู่ตอนนี้ จะรักษาชีวิตตัวเองอย่างไร?
ว่าแล้วก็ลองออกเดินสำรวจตามร้านต่างๆ ที่ตัวเองตะลอนซื้อหนังมาตั้งแต่เด็กๆ จนถึงสมัยเรียน ผมยังคงผูกพันกับร้าน REX และร้าน Fame ที่ตอนนี้ไม่ได้ทำวิดีโออะไรให้คนเช่าอีกแล้ว ร้านในยุคเดียวกันที่เคยทำขาย ก็ปิดกันไปหมดเกือบ 100%
ร้าน ดีวีดี ที่จะอยู่รอดมา โดยปรับเป็น ดีวีดี จาก วิดีโอ ก็คือร้านที่มีสายป่านค่อนข้างแข็งแรงระดับหนึ่ง แม้ว่าจะไม่มาก ร้านอย่าง บูมเมอแรง กับ ร้านแมงป่อง ได้กลุ่มลูกค้าระดับปานกลางลงไปถึงแมสฯ ซึ่งผมมองว่าคนซื้อกลุ่มนี้ "กว้างสุด" และมีฐานที่ใหญ่ ผิดกับร้านของเพื่อนผมคนหนึ่ง ซึ่งเคยเฟื่องฟูในหมู่นักดู ดีวีดี ที่เป็นแผ่นลิขสิทธิ์ รับบริการสั่งแผ่นจากต่างประเทศ ซึ่งในเวลาต่อมา เมื่อต้นปีที่แล้วนี่เอง ก็ต้องช้อยปิดฉากไปอย่างน่าเศร้า...
เพราะใครล่ะ จะมากัดฟันซื้อแผ่นหนังราคาเป็นพัน ด้วยการดูหนังแค่ 1 เรื่อง
การยังคงอยู่กับการปิดตัวเองไปของร้าน ดีวีดี สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจของชนชั้นกลางได้ชัดพอสมควร เพราะที่ชัดขึ้นมาอีกก็คือ ขณะที่ลูกค้าร้านเหล่านี้หดหายไป พวกเขาก็อาจไปโผล่ซื้อในเว็บขายแผ่นผีแทน (และมันก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ)
"จริต" ของชนชั้นกลางที่ยังไม่ชอบ "แผ่นผี" โอนเงิน ซื้อของกันตามอินเทอร์เน็ตนั้น สะท้อนได้จากการที่คนกลุ่มนี้เลือกซื้อพื้นที่ขาย ดีวีดี ราคาถูกๆ ตามหน้าโรงลิโด ที่ประสบความสำเร็จมาก ในเรต 79-179 บาท แถมมีบรรยายไทยชัดเจน ผมว่ามุกนี้คือสิ่งที่ถูกใจ โดนใจและถูกจริตของคนทำงานมากที่สุด คือไม่ชอบ "แผ่นผี" แต่ไม่อยากซื้อแผ่นแพง พอมีการตลาดขายถูกๆ เอาวอลุ่มไว้ก่อน เลยทำให้ขายดี
ก็ขายดีขนาดชั้น 3 พารากอน เปิดร้านทำตามแล้ว ที่หน้าพื้นที่ช็อป AIS
เพื่อนผมถามว่า ทำไมร้านขาย ซีดี ตายเอาๆ แต่ทำไมร้านขาย ดีวีดี หนังยังพออยู่ได้ แถมมีการเปิดเพิ่มด้วยในบางห้าง ผมคิดว่าโดยพฤติกรรมของคนสองกลุ่มนี้ แตกต่างกันอยู่พอสมควร
ผมคิดเอาเองว่า คนฟังเพลงรุ่น 30-50 up นั้น ไม่ได้ค้นหาที่จะตามฟังเพลงใหม่ๆ แบบลมหายใจรดต้นคอแล้ว หลายคนกลับไปฟังเพลงที่ผูกพันและเติบโต ร้องกันมา ส่วนคนที่ตามติดประกบเท้านั้น กลับเป็นคนรุ่นใหม่ เป็นพวก generation Y ที่นิยมโหลดเพลงกันอย่างเดียว
แถมไม่ได้โหลดแบบเสียเงิน หรือถึงจะโหลดแบบจ่ายตังค์ ก็โหลดเป็นเพลงสองเพลง ไม่ได้โหลดกันทั้งอัลบั้ม (มันทำให้การฟังเพลงแล้วรู้แนวคิดของอัลบั้ม หมดไป นี่ยังไม่นับรสนิยมวิไลด้วยการมีเวลาละเอียดปก ซีดี ด้วย)
ขณะที่คนดูหนังจาก ดีวีดี นั้น ยังคงครอบคลุมทุกวัย และถึงแม้จะมีอัตราซื้อแผ่นผีอยู่ แต่การที่ช็อป ดีวีดี หนังมีการตลาดที่ถูกจริตกับ "รายรับ-รายจ่าย" จึงยังคงอยู่ได้กับตลาดหนังที่ผันผวนตลอดเวลา
คำว่า "ถูกจริต" คือ ชนชั้นกลางในเมืองตอนนี้ ก็มีรายได้ไม่มาก สามารถซื้อหนังแผ่นละ 79-179 บาทได้ แถมมีบรรยายไทยให้อ่านอีก มันจึงชนะการขาย ดีวีดี หนังแผ่นละเป็นพันบาท ที่มีภาพคมชัด และเสียงดี แต่ถามหน่อยว่า ใครล่ะ จ่ายเงินไป 79 หรือ 179 บาท แล้วจะไปใส่ใจกับอะไรแบบนั้น แบบจริงๆ จังๆ
นี่คือ เหตุผลหนึ่งด้วยที่แผ่น ดีวีดี หนังในระบบ blu-ray ของแท้ ไม่เติบโตเท่าที่ควร
ร้านค้า ซีดี เพลงตายไปแล้ว สวดแล้ว ฝังแล้ว และเผาแล้ว
และแม้ช็อป ดีวีดี หนังจะยังเดินบ้าง วิ่งบ้าง ให้เห็น
แต่ไม่มีอะไรรับประกันเลยว่า ปี 2011 จะยังสุขภาพดี
ต่อให้ทำประกันทุกบริษัทก็เถอะ
เอาใจช่วยนะ ไม่ได้แช่ง
"นันทขว้าง สิรสุนทร"
[email protected]



