
คมเคียวคมปากกา - เพลงชีวิต ชีวิตเพลง
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๓ ขึ้น ๓ ค่ำ เดือนสี่
เวลาออกจากบ้านไปเที่ยวที่อื่น เราจะได้ออกจากบรรยากาศความเคยชินในบ้านตัวเองไปสู่บรรยากาศอื่นๆ โดยเฉพาะเรื่องเสียงเพลงที่เปิดโดยคนอื่นๆ
วันก่อน ไปนั่งกินข้าวต้ม ได้ยินเขาเปิดแต่เพลงของ “วงชาตรี” ก็แอบนั่งฟังด้วยความเพลิดเพลิน เป็นเพลงโปรดอยู่แล้ว นึกในใจ รสนิยมและวัยของเขาน่าจะร่วมกับเรา
บางวันรู้สึกปวดเมื่อย ไปนอนให้หมอนวดจับเส้นแผนโบราณในห้องเย็นๆ เจ้าของร้านเปิดเพลงเย็นๆ ของ อรวี สัจจานนท์ ให้ฟังอีกต่างหาก ขณะหมอนวดกดบีบเนื้อตัวนั้น อรวีก็ขับขานเพลงไทยสากลเก่าๆ ให้ฟัง หลายเพลงน่าจะแต่งโดย ชาลี อินทรวิจิตร สุรพล โทณะวณิก ฟังแล้วเย็นใจจริงๆ
บางวันอยากกินลาบอร่อย ไปนั่งกินก็ได้ยินเพลงลูกทุ่งหลายรสชาติ บางเพลงเก่ามาก บางเพลงเก่าน้อย ทั้งแบบซึ้งๆ โศกๆ ตลกๆ ขำๆ กระทั่งเพลงทะลึ่งแบบยั่วให้คิดมาก (๕๕๕)
ครับ หลายที่หลายทางที่เราอาจได้สัมผัส “ชีวิตเพลง” ไม่ว่าจะเป็นตามโรงแรม รีสอร์ท วิทยุรถโดยสาร วิทยุรถยนต์ส่วนตัว ฯลฯ บางเพลงเป็นเพลงเก่าที่เกือบลืมไปแล้ว อยู่ๆ อาจโผล่แว่วมาให้ได้ยินอีกครั้ง หลายครั้งรู้สึกว่าดีจังเลยที่ได้ยินเพลงนี้ตอนนี้ หรือได้ยินเพลงนี้ตอนนั่งอยู่กับใครสักคนนี้ (แน่ะ)
“ชีวิตเพลง” ได้รับการต่ออายุจากผู้ฟังเพลง คนหนึ่งอาจเลิกฟังเพลงหนึ่งแล้ว แต่อีกหลายคนอาจยังฟังเพลงหนึ่งนั้น กลุ่มก้อนทางรสนิยมหรือช่วงวัย ถือว่ามีส่วนต่ออายุเพลงได้ในหลายพื้นที่และวันเวลา
ขณะ “ชีวิตเพลง” สืบทอดจากคนหนึ่งสู่คนหนึ่ง จากรุ่นหนึ่งสู่รุ่นหนึ่ง ให้เราได้รสชาติชีวิตทางศิลปะเพลง ทั้งรักชัง หวานขม สุขทุกข์ โศกซึ้ง ปีติ ตื้นตัน อะไรเหล่านี้ ผมมักรู้สึกว่าดีจังเลยที่บทเพลงและบทกวีหล่อเลี้ยงดูแลความรู้สึก สิ่งเหล่านี้ยังความสุขให้เกิดขึ้นในชีวิตเราได้จริงๆ แม้ผู้ขับขานเพลงเหล่านั้นบางคนจะล่วงลับไปแล้ว แม้ผู้ประพันธ์เพลงเหล่านั้นหลายท่านจะล่วงลับไปแล้ว
เพลงทั้งหลายไม่ว่าจะ “เพลงรัก” หรือ “เพลงเพื่อชีวิต” ล้วนแล้วแต่เป็น “เพลงชีวิต” ทั้งสิ้น โดยเฉพาะบทเพลงที่กลั่นจากหัวใจ “คีตกวี” ฟังแล้วเราย่อมได้รับรสของบทเพลงและบทกวี ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะคิดถึงผู้สร้างสรรค์ เขาคิดได้อย่างไร เขาแต่งได้อย่างไร ช่างไพเราะสวยงามลึกซึ้งกินใจจริงๆ
ในห้วงต้นปีนี้ เราได้ยินการร่วงโรยไปของชีวิตจำนวนไม่น้อย สำหรับชีวิตที่อายุเลขหลักเจ็ด หลักแปด หลักเก้า ถือว่าเป็นไปตามวัยที่ใครจะต้องจากไป แม้ป่วยไม่ป่วยก็ต้องชรากาลอยู่นั่นแล้ว สำหรับนามสองนามที่เพิ่งแจ้งลาลับในช่วงนี้ก็คือ หยาด นภาลัย และ พยงค์ มุกดา
อ่านชีวิตหยาดแล้ว รู้สึกเศร้าสะเทือนใจจริงๆ เจ้าของเสียงไพเราะอย่างเพลง “ลำน้ำพอง” และหลายต่อหลายเพลง เราแทบไม่เห็นหน้าค่าตา เพราะไม่มีโอกาสได้ออกโทรทัศน์ เรื่องนี้เล่าขานกันในหมู่คนฟังเพลงมานานแล้ว หลายคนเข้าใจว่า สมมาตร ไพรหิรัญ ซึ่งแสดงประกอบเพลงนั้นคือ หยาด นภาลัย ยิ่งรู้ว่านอกจากอาภัพเจ็บไข้ได้ป่วยแล้ว ยังไม่ได้รับความเป็นธรรมจากวงการเพลงอีกต่างหาก ยิ่งน่าเศร้า
นาม หยาด นภาลัย ความหมายช่างไพเราะ แต่ชีวิตไยช่างเศร้านัก ขอร่วมแสดงความอาลัยครับ
อีกนามคือ พยงค์ มุกดา หรือ พยงค์ มุกดาพันธ์ ศิลปินแห่งชาติสาขาศิลปะการแสดง (ประพันธ์เพลงไทยสากล-ลูกทุ่ง) ครูเพลงท่านนี้อยู่กับเราช้านาน ผมเห็นชื่อในหนังสือและได้ยินคนพูดถึงตั้งแต่ตัวเองเป็นเด็ก เติบโตภายใต้การหล่อเลี้ยงดูแลจากบทเพลงและบทกวีของท่านมาตลอด ทั้งเพลงลูกกรุงและลูกทุ่ง หลายเพลงเราอาจจำได้แต่ชื่อคนร้อง อย่างเพลง “สาวสวนแตง” ที่ขับร้องโดย สุรพล สมบัติเจริญ เราแหกปากร้องกันแทบจะทุกงานฉลองความสุขในสังคมไทย นี่ก็แต่งโดยครูพยงค์
หลายต่อหลายเพลงแหละครับ “ยอยศพระลอ” ที่ขับร้องโดย ชินกร ไกรลาศ “ล่องใต้” ที่ขับร้องโดย ชัยชนะ บุณนะโชติ และ แอ๊ด คาราบาว “นางรอง” ที่ขับร้องโดย ทูล ทองใจ “นกขมิ้น” ที่ขับร้องโดย ธานินทร์ อินทรเทพ “ลูกทุ่งเสียงทอง” ที่ขับร้องโดย เพชร พนมรุ้ง
สำหรับครูพยงค์แล้ว ท่านคือครูภาษาไทย คือครูเพลง และคือครูกวี โดยแท้
อ่านพบ เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เคยแต่งกลอนเชิดชูครูพยงค์ ขออนุญาตนำปิดท้ายร่วมอาลัยครับ
“ครูผู้เปิดเวทีเพลงชีวิต ครูผู้ร่ำรวยศิษย์ทุกทิศา
ครูผู้ให้เสียงหัวเราะและน้ำตา ครูผู้ร้องลีลาแห่งอารมณ์
ครูปั้นดินเป็นดาวให้กล่าวขาน สร้างตำนานหวานชื่นและขื่นขม
แต่งทำนองของโลกสุขโศกตรม ให้ชื่นชมอยู่ทุกยามความเป็นครู
ครูแต่งเพลงกล่อมแดนกล่อมแผ่นดิน ให้ยลยินให้ยืนยงให้คงอยู่
นิรันดร์ในใจรักประจักษ์รู้ รักเชิดชูครู “พยงค์ มุกดา”
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



