บันเทิง

คิดสวนทาง - วันแห่งความรัก

คิดสวนทาง - วันแห่งความรัก

16 ก.พ. 2553

วันวาเลนไทน์ก็เพิ่งผ่านพ้นไปเมื่อสองวันก่อน แต่เวลาของการบอกรักหรือให้ความรักไม่ได้หมดไปพร้อมกับวันวาเลนไทน์นะครับ คุณมีโอกาสเมื่อตื่นนอนขึ้นมาในตอนเช้าของวันใหม่ ที่จะให้ความรักกับทุกสรรพสิ่งทุกชีวิตบนโลกใบนี้ได้เสมอ

 วันวาเลนไทน์นั้น จะหมายถึงความรักที่มีเฉพาะในหมู่วัยรุ่นคนหนุ่มคนสาวเท่านั้นหรือ ผมคิดว่าไม่น่าจะจำกัดกันอยู่เพียงแค่นั้น การเฉลิมฉลองเทศกาลแห่งความรักนี้มีที่มาจากการรำลึกถึง  "นักบุญ วาเลนไทน์" (St. Valentine) ในศาสนาคริสต์โรมันคาทอลิก นักบุญท่านนี้ได้รับการยกย่อง ว่าเป็นผู้ที่มีความรักความเมตตาต่อสัตว์ทั้งหลาย ที่อาศรมของท่านจะมีสัตว์ต่างๆ วนเวียนมาหาอยู่เป็นประจำ

 มีคนกล่าวว่าท่านสามารถพูดติดต่อกับพวกบรรดาสัตว์เหล่านั้นได้ ก็คงจะด้วยความรัก ความเมตตาที่ท่านมีให้แก่บรรดาสัตว์เหล่านั้น ซึ่งก็คงให้อาหาร ให้ที่พัก ให้การดูแลรักษาหากป่วย หรือบาดเจ็บมา ท่านผู้อ่านที่เป็นคนรักสัตว์ก็คงจะนึกภาพออกว่าเมื่อเวลาเราให้ความรักกับเขา เขาก็จะไว้ใจและรักเราตอบด้วย

 ที่หมู่บ้านผมไม่มีใครทำร้ายสัตว์ บางคืนมีนกเขามาเกาะกิ่งไม้หลับอยู่ข้างระเบียง บางวันขับรถจะเข้าบ้านก็เห็นนกเขาเดินๆ อยู่ข้างหน้ารถ พอเราชะลอรถเขาก็เดินไปหลบอยู่ข้างฟุตบาทไม่บินหนี ต้องเปิดกระจกรถออกไปบอก

 “ขอโทษนะครับ”
 วันแห่งความรักน่าจะเป็นวันที่เราเรียนรู้ที่จะรักในทุกสิ่งทุกอย่าง
 ปัจจุบันผมคิดว่าสังคมมีความตระหนักและรับรู้ถึงความสำคัญของต้นไม้มากขึ้น แล้วผมเศร้าใจมากเมื่อเห็นต้นไม้ใหญ่ๆ ที่กำลังงามออกดอกบานสะพรั่ง ถูกตัดทิ้งเพราะไปบังป้ายหน้าร้าน เดี๋ยวนี้ใครยังทำอย่างนั้นอีกคงถูก เพื่อนบ้านเหล่ใส่ เพราะสังคมเริ่มเห็นคุณค่าของเวลาที่กว่าต้นไม้จะเจริญเติบโตมาได้เท่านี้ และตระหนักถึงคุณค่าของต้นไม้ที่ช่วยสร้างออกซิเจนให้เราได้หายใจ พูดแล้วคิดถึงเพลง "ต้นไม้" ของคุณสุรสีห์ อิทธิกุล

 เมื่อตอนเป็นเด็กย่างเข้าวัยรุ่นจำได้ว่า เสียใจมากเมื่อเห็นต้นมะขามที่อยู่ข้างห้องนอน ซึ่งในตอนเช้ายังไปชื่นชมความสวยของดอกมะขาม ที่สอดแทรกสีเหลืองสีส้มตัดกับใบละเอียดสีเขียวอ่อนได้อย่างลงตัว พอกลับมาจากโรงเรียนพบว่า ต้นมะขามขนาดใช้สองมือกำไม่มิดนั้น ถูกตัดนอนกองอยู่หน้าบ้านทั้งต้น ดอกยังติดอยู่ที่ต้น แต่เริ่มเหี่ยวแล้ว รีบเข้าบ้านไปโวยวายโดยไม่ดูตาม้าตาเรือ

 “ใครสั่งให้ตัดต้นมะขาม” มีเสียงตอบมาอย่างเรียบๆ ว่า “ฉันเอง” เจ้าของเสียงคือแม่ใหญ่เจ้าของบ้านที่ผมขออาศัยอยู่ ท่านให้เหตุผลว่าเพราะกิ่งมันระหลังคาทำให้น้ำฝนรั่ว “ตัดแต่เฉพาะกิ่งมัน ไม่ได้หรือครับ” ยังมีใจกล้าถาม ท่านก็ตอบว่า “ถ้าเธอมีปัญญาซ่อมแซมบ้านได้ ฉันก็คงไม่ตัด” ก็เป็นจ๋อยไป แต่ท่านคงเห็นว่าเราเศร้าและเสียใจจริงๆ ต้นมะม่วงที่เพาะจากเมล็ดสูงใหญ่เลยหลังคา และอยู่ติดกับบ้านจึงไม่ได้ถูกตัดไปด้วย เราก็เลยได้ชมช่อมะม่วงเวลาออกเต็มต้นแทน

 ความรักของชายหนุ่มหญิงสาวก็เป็นสิ่งที่เป็นไปตามธรรมชาติและเป็นสัญชาตญาณของมนุษย์ที่ต้องสืบเผ่าพันธุ์ ก็เป็นเรื่องน่ารักของเด็กๆ ที่เริ่มจะมีความรักและเริ่มสนใจเพศตรงข้าม ธรรมเนียมส่งการ์ดในวันวาเลนไทน์นี่ ผมจำได้ว่าเริ่มมีในเมืองไทยเมื่อราวๆ ผมอยู่มัธยมปลายหรือช่วงปีหนึ่งปีสองในมหาวิทยาลัยมานี่เอง การ์ดตอนนั้นก็ทำกันเอง ไม่ได้ไปหาซื้อมาจากไหนเพราะดูมันมีคุณค่า และความจริงใจมากกว่า เป็นความรู้สึกแบบใสๆ ไม่ได้มีแผนการร้ายอะไรแอบแฝง เป็นความตื่นเต้น และเป็นความประหม่าอย่างมากในการที่จะจีบผู้หญิงคนหนึ่ง เพื่อนผมคนหนึ่งประหม่าจนพูดผิดพูดถูกว่า “ผมเอา ว้าด กาเลนไทน์ มาให้ครับ”!!??

 ความหมายของวันวาเลนไทน์ในปัจจุบันดูจะถูกแปลความหมายกันไปไกลกว่าที่ นักบุญวาเลนไทน์เคยดำเนินชีวิตเป็นแบบอย่างไว้ กลายเป็นความรักของหญิงกับชาย ทั้งที่ถูกต้องตามประเพณี เช่นนิยมแต่งงานกันในวันนี้ และที่ไม่ถูกต้องตามประเพณี เช่น เป็นวันสำคัญที่ต้องมีเพศสัมพันธ์กัน เป็นวันที่ธุรกิจที่เกี่ยวข้องมีกระแสเงินสะพัด เช่นราคาดอกกุหลาบแพงทะลุฟ้าแถมยังขาดตลาดอีก โปรโมชั่นห้องพักราคาพิเศษ กลายเป็นแฟชั่นที่ทุกคนโดยเฉพาะวัยรุ่นและคนหนุมคนสาว ต้องเข้าร่วมกิจกรรมโดยที่ไม่รู้ที่มาที่ไปของวัฒนธรรมตะวันตกนี้เลย หรือแม้แต่ในตะวันตกเองก็ให้ความหมายและความสำคัญกับวันนี้ไม่แตกต่างกันนัก

 ถ้าเราแปล "ความรัก" คือการ "ให้" (give) วันแห่งความรักคือวันแห่งการให้ไม่ใช่ “เอา” (take) เป็นวันที่ทุกคนให้อภัยกัน ให้อาหารแก่ผู้คนที่อดหยาก ให้โอกาสแก่ผู้ที่ด้อยโอกาส ให้ความรักความเมตตาแก่สัตว์ที่ถูกทำทารุณกรรมต่างๆ (โดยเฉพาะลูกช้างที่ถูกพรากจากแม่มาเดินเป็นขอทานอยู่ในเมืองหลวง แต่ห้ามซื้อกล้วย แตงกวาให้ลูกช้างกิน ลองคิดดูว่าเด็กปวดท้องและต้องเดินอยู่บนถนนร้อนๆ ดึกๆ ดื่นๆ อดหลับอดนอนนั้นจะทรมานแค่ไหน) เป็นวันแห่งการ "ให้" โดยไม่ "เอา" สิ่งใดๆ ตอบแทนเลย อาจจะกลายเป็นวันแห่งความรักที่ทำให้โลกเราสวยงามและน่าอยู่มากขึ้น

 ก็เป็นเพียงความคิดหนึ่งที่เกี่ยวกับ "วันแห่งความรัก" ขอถือโอกาสใช้เป็นบทนำที่จะพูดถึง เพลง "ความรัก" ในตอนต่อๆ ไป และอยากจะแนะนำซีดีพิเศษสำหรับผู้ที่มีความรัก หรือเคยมี หรือกำลังจะมี หรือคิดอยากจะมี หรือไม่อยากมีอีกแล้ว สามารถเรียนรู้ได้จากบทเพลงเหล่านี้

 ซีดีชื่อ “Love Stories” เป็นการรวมเพลงรักไว้ถึง 74 เพลงพร้อมเนื้อเพลง ผมก็ต้องยอมรับว่าฝรั่งเขามี แง่คิดที่เกี่ยวกับความรักได้ลึกซึ้งกว่าเพลงรักของเรามากนัก

 สำหรับผมสุดยอดของเพลงในอัลบั้มนี้ คือเพลง “Kiss From A Rose” ของ Seal ครับ

"จิรพรรณ อังศวานนท์"