บันเทิง

คมเคียวคมปากกา - ไปลาว

คมเคียวคมปากกา - ไปลาว

12 ก.พ. 2553

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ 9 กุมภาพันธ์ 2553 แรม 10 ค่ำ เดือนสาม

 หลายปีก่อนโน้น  ได้ข้ามโขงไปเวียงจันทน์  เป็นการไปค้างแรมในลาวครั้งแรกและครั้งเดียว  (ไม่นับที่ข้ามไปเช้ากลับเย็นตามแนวชายแดน)  ตอนนั้นประทับใจมาก  รู้สึกเหมือนไปเที่ยวหาญาติพี่น้อง  ภาษาการพูดการจาก็เหมือนภาษาในชีวิตประจำวัน  ยิ่งมีมิตรสหายสายนักเขียนคอยต้อนรับที่นั่น  ยิ่งรู้สึกอบอุ่นคุ้นเคย  ครั้งนั้นค้างโรมแรมชื่อ “แอ็งแต็ก”  ถามไปถามมาน่าจะเป็น “อินเตอร์”  หลังจากนั้นผมถึงกับเริ่มศึกษาภาษาลาว  จนสามารถแปลเรื่องสั้นลาวเป็นไทยได้  (ตอนนี้เห็นทีต้องฟื้นฟูใหม่) 

 ชอบลาว อยากจะไปลาวอีกหลายเมือง คิดถึงเพลง “อยากจะไปเมืองลาว” ที่แต่งโดย ศิลา โคมฉาย คิดถึงเพลง “ดวงจำปา” คิดถึงหนัง “สะบายดีหลวงพระบาง” คิดถึงบรรยากาศทั้งทางธรรมชาติ ชีวิตจิตใจ และศิลปวัฒนธรรม วันดีคืนดีเปิดช่อง “ลาวสตาร์”  ฟังเพลงลาว ดูรายการแบบลาวๆ รู้สึกเป็นสุขในเสน่ห์ของสำเนียงภาษา  ฝันอยากไปลาวเหนือลาวใต้ลาวโน่นลาวนี่ไม่น้อยครั้ง บางครั้งรวมคณะกับเพื่อนได้แล้ว จะไปลาวด้วยกัน แต่ก็มีเหตุให้ล้มเลิก เพราะวางแผนรุงรังมากเกินไป ขณะเพื่อนบางคน เผลอแป๊บไปลาวคนเดียว เผลอแป๊บไปลาวกับเพื่อน เผลอแป๊บไปลาวกับครอบครัว 

 แปลกเหมือนกัน บ้านผมอยู่ฝั่งชายแดนเขมร แต่ไม่เคยข้ามไปทางฝั่งนี้เลย แถมไม่ค่อยมีความอยากสักเท่าไหร่  อาจเคยฝันไว้บ้าง แต่ก็ปล่อยร้างห่างเหินไปเรื่อย ยิ่งสถานการณ์บ้านเมืองยามนี้ ที่ผู้นำเขมรเป็นอะไรของเขาก็ไม่รู้ด้วยแล้ว ยิ่งรู้สึกไม่อยากเข้าไปใหญ่  
 
 แต่กับลาว กลับฝันถึงบ่อยๆ ในช่วงเวลาใกล้ๆ นี้ วางแผนเล็กๆ กับเพื่อน จะหาทางไปเยือนลาวในหลายพื้นที่ ทั้งเพื่อท่องเที่ยวพักผ่อนหย่อนใจ เพื่อเก็บภาพเปิดรับข้อมูลสังคมและชีวิต 

 ไปลาวเที่ยวล่าสุด ก็ที่สะหวันนะเขต เป็นไปตามแผนเล็กๆ สบายๆ อย่างที่เล่าแล้ว ได้ไปทั้ง “วัดพระธาตุอิงฮัง” และ “วัดดวงสะหวันเวกัส” ขากลับเราแวะกินข้าวที่แก่งกะเบา มุกดาหาร อยู่ๆ ก็มีผู้เสนอว่าช่วงนี้มีงานไหว้ “พระธาตุพนม” เดินทางต่ออีกนิดก็ถึง เราจึงได้ไป “วัดพระธาตุพนม” ด้วย ทั้งที่ก่อนหน้านั้นเพิ่งรู้ข้อมูล “พระธาตุอิงฮัง” กับ “พระธาตุพนม” สร้างขึ้นร่วมสมัยกัน

 ฝันถึงสิ่งใด บทจะได้ไป ก็ได้ไปแบบไม่ต้องวางแผนรุงรังมาก เพียงแค่มีใจจดจ่อสิ่งนั้น บางทีสิ่งนั้นก็ดึงดูดเราเข้าไปหาเอง 

 ไปลาว ไม่เหมือนตอนผมไปมาเลเซีย หรือเวียดนาม นั่นต้องใช้ความสามารถทางภาษาอังกฤษ (อันมีอยู่น้อย) เพิ่มขึ้น ต้องคำนวณสกุลเงินทั้งแบบฝรั่งและแบบประเทศนั้นๆ ซึ่งคนตกเลขอย่างผมต้องปวดหัวอยู่พอสมควร แต่พอไปลาว เหมือนไม่ได้ไปไหนไกล ดูโทรทัศน์ตามโรงแรม ก็ได้ดูช่องไทย (ผมยังเห็น ครูสลา คุณวุฒิ ออกรายการอะไรสักอย่าง) ผู้คนพูดคุยกันรู้เรื่องด้วยภาษากันเอง ซื้อของก็จ่ายเป็นเงินไทย (แต่ให้เขาคิดเป็นกีบก่อน เพื่อจะได้รู้ยอดเงินแบบเป็นหมื่นๆ แสนๆ ล้านๆ)     

 ระหว่างอยู่ที่สะหวันนะเขต ไมว่าในร้านอาหารใหญ่ ร้านต้มเส้นข้างถนน โรงแรม ร้านกินดื่มร้องเพลง ร้านหนังสือ ฯลฯ อารมณ์หนึ่งที่มักเกิดขึ้นก็คือคิดถึง “ทุนนิยม” ผมสงสัยว่าสิ่งนี้มันกำลังจ้องจะทำอะไรกับลาวบ้าง แน่นอน...โลกเปลี่ยนตามวิถีของโลก ยังผลให้วิถีแต่ละประเทศเปลี่ยนไปด้วยไม่น้อย ผมไม่ถึงกับว่าชอบลาวแล้วอยากตรึงลาวไว้กับที่ดอก ขนาดรู้ว่ามี “สะหวันเวกัส  กาสิโน” ยังต้องทำใจ

 เมื่อตอนปีใหม่ บ้านเราฮือฮาด้วยปฏิทินนางแบบเปลือย ชาวไซเบอร์เขาส่งให้กันดูจนเอียน บางกลุ่มเลยส่งภาพปฏิทินสาวลาวเทียบเคียงมาด้วย ดูแล้วก็สวยดี เรียบร้อยดี แต่เพื่อนผมคนหนึ่งกลับรำพึงคำแปลกๆ “ไม่นานดอกไม่นาน...ไม่นานดอกไม่นาน...” แต่ผมขี้เกียจถามเขา ไม่นานของเขาคืออะไรกันแน่

 ชีวิตมนุษย์ ไม่ว่าชาติไหน ระบอบการปกครองอะไร ที่สุดคงหนีไม่พ้นสัญชาตญาณเหมือนกัน ไม่พ้นรักโลภโกรธหลงคล้ายกัน การดิ้นรนต่อสู้เพื่ออยู่เพื่อกิน เพื่อคิดเพื่อฝัน เพื่อให้พ้นจากความอดหิว ขณะเรามองบางแห่งว่าสงบสวยงามนั้น คนในบางแห่งนั้นอาจเบื่อหน่ายความล้าหลังของตนเต็มทีก็เป็นได้ โดยเฉพาะเรื่องเงินเรื่องทอง เงินมิได้หมายถึงเพียงแค่เงิน แต่เงินยังหมายถึงความอิ่ม เงินยังหมายถึงหน้าตา เงินยังหมายถึงความสะดวกสบาย เมื่อคนต้องการสิ่งเหล่านั้นมากขึ้น คนก็อาจไขว่คว้าเงินมากขึ้น 

 กลับไทย ผมรู้สึกเศร้า เมื่อได้ข่าวตำรวจจับหลายสิบสาวลาวแอบเข้ามาทำงานขายบริการแถวอุดรธานี ไม่ว่าจะสงสาร หรือเห็นอกเห็นใจอย่างไร ชีวิตอาจเป็นไปเช่นนี้ ได้ยินหนุ่มๆ ไทยที่เที่ยวอยู่ตามชายแดนบอก เรื่องพรรค์นี้มีอยู่ถมไป โดยเด็กสาวเหล่านั้นมักบอกพ่อแม่ว่ามาทำงานโรงงานทางฝั่งไทย    

 “โอ้...ดวงจำปา...บุปผาเมืองลาว...”

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"