บันเทิง

ทำไมAvatarถึงไม่หยุดและโลกบอกว่าเป็นNew Face

ทำไมAvatarถึงไม่หยุดและโลกบอกว่าเป็นNew Face

05 ก.พ. 2553

ผมเขียนบทความชิ้นนี้หลังออกมาจากโรงแรม “สยามซิตี” ที่เพิ่งเสร็จสิ้นกับการเสวนาเรื่อง "วัฒนธรรม Avatar” และกำลังจะบินไปเชียงใหม่เพื่อคุยเรื่องหนัง โดยที่ก่อนหน้านี้ก็มีวิทยุ 101, 106 และ EFM 94 กับชิลล์ 89 FM มาสัมภาษณ์คุยกันแต่เรื่อง Avatar ซึ่งแน่นอนว่าท

  พูดตามตรงว่า ตอนให้สัมภาษณ์เวลานั้น ผมคิดว่าเดี๋ยวหนังก็จะค่อยๆ ลดกระแสและหายไป แต่ปรากฏว่าผ่านไปเดือนครึ่งแล้วจากการฉายปลายธันวาคม คลื่นของหนังทำเงินมากสุดตลอดเรื่องนี้ ยังคงวิ่งไปเรื่อยๆ

 วิ่งเร็วกว่าตัวเอกในหนัง ที่ชอบลุกจากคนพิการและวิ่งไปอย่างสุดแรงในป่าเสียอีก

 ก่อนบินไปเชียงใหม่ 2 วัน ผมไปร้านหนังสือประจำ Bookazine ที่สยามซอย 4 พอเปิดเข้าร้านก็เจอหนังสือ Entertainment Weekly (ซึ่งบอบบางไปเยอะ สะท้อนการล้มสลายของสิ่งพิมพ์) หน้าปกพาดหัวว่า new face of the movie หรือแปลให้ตรงกับนัยก็คือ “ยุคสมัยใหม่ของอุตสาหกรรมหนัง”

 หนัง Avatar โถมใส่บ้าคลั่งมากกว่า Twilight และ Harry Potter ตั้งแต่เด็กอเมริกันและเอเชีย หันไปเรียนแอนิเมชั่น จนถึงการฆ่าตัวตายเพื่อไปแพนโดร่า (ขณะที่ Titanic ในปี 1997 ไม่มีแง่มุมพลีชีพอะไร) และที่เพิ่งเกิดก็คือ มันกลายเป็นหน้ากากใหม่ ที่มีการทำออกมาขายและฮิตระเบิด

 ต้นเหตุปลายทางที่ Avatar ระเบิดมาได้ขนาดนี้ มีการวิเคราะห์ไว้หลายอย่าง แต่ที่ผมสนใจมากกว่าก็คือ อาการครึ่งคนครึ่งสัตว์ หรือกระเดียดไปทาง เอเลี่ยนที่จับต้องได้นั้น ทำให้มนุษย์รู้สึกว่า นี่คือโลกใหม่สำหรับการมีประสบการณ์สำคัญด้วย

 นักจิตวิทยาชาวอังกฤษบอกว่า มันคือการขายประสบการณ์ล้วนๆ เพื่อให้คนได้เจอกับสิ่งที่ไม่เคยพบมาก่อน

 Avatar แตกต่างไปจากคนเหล็กภาค 2 (1991) ไม่เหมือนกับการรู้สึกว่าไดโนเสาร์อยู่ใกล้ๆ อย่าง Jurassic Park ในปี 1993 ให้ความน่ากลัวมากกว่าน่ารักแบบที่เราเจอใน Toy Story ปี 1995

 ผมรู้สึกว่า หนังเรื่องล่าสุดที่ขึ้นกระทืบบ๊อกซ์ออฟฟิศจนแหลกคา  teen นั้น มีเหตุผลทางจิตวิทยามากกว่าเรื่องของการเป็นแค่หนังใหญ่เรื่องหนึ่ง (แต่ผมไม่ได้รู้สึก “ชอบ” หนังแบบนี้นะครับ แม้ว่าจะเป็นหนังที่ดีก็ตาม)

 ในแง่ของประวัติศาสตร์นั้น มีการเปลี่ยนแปลง 3 ยุคเท่านั้นจากหนังสือพวก history บางเล่ม เขาสรุปว่าจากหนังเงียบมาเป็นหนังเสียง และจากหนังขาวดำมาเป็นหนังสี และการเปลี่ยนครั้งสุดท้ายคือ หนังในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 เป็นต้นมา (อ้างอิงจาก Sight & Sound และ Wired Magazine)

 ทุกๆ การจัดว่ามีการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้างในหนังนั้น น่าสังเกตว่ามันมักมีเรื่องของนวัตกรรม(innovation) มาเกี่ยวข้อง อาทิ เงียบเป็นเสียง และขาวดำเป็นสี และสำหรับ Avatar ที่ทำเป็น 3 มิตินั้น ก็จัดได้ว่า เป็นการเปลี่ยนในเชิง “นวัตกรรม” เช่นกัน

 คำว่า new face ใน Entertainment Weekly จึงไม่ใช่ “หน้าใหม่” ไม่ใช่ดาวรุ่ง แต่เป็นการเปลี่ยนหน้าประวัติศาสตร์ไปสู่การทำหนังที่คำถึง visual และ digital

 คำแรกสำคัญมากนะครับ คำว่า visual นั้นมีความหมายถึง การทำให้คนดูสามารถนึกภาพต่อไปได้ในโลกที่ไม่เป็นจริง ผมคิดว่า Avatar ประสบความสำเร็จตรงที่มันทำให้ผู้ชมต่างสนุกและจินตนาการต่อได้เองแบบของใครของมัน เกี่ยวกับโลกใน Avatar

 และมุมนี้นี่เอง คือการขายสินค้าที่มากกว่าตัวหนัง หลังจากขายวิธีการดูหนัง (ใส่แว่นตา, นั่งกลางโรง) มากกว่าที่จะขายตัวหนัง (คือดูหนังธรรมดาๆ เรื่องหนึ่ง)

 Avatar ยังส่งอาการแผ่นดินไหวออกไปสู่อะไรอื่นๆ อีกมากมาย เมื่อหนังแฟรนไชส์ปลายปีอย่าง Harry Potter ถึงกับประกาศว่าจะฉายระบบของ 3 มิติก่อน และหลังจากนั้นอีก 5 เดือนค่อยฉายเป็นฟิล์มปกติ

 หนังจะมีกี่มิติก็ช่างมันเถอะ

 แต่ชีวิตจริงและความรัก ไม่ควรมีมิติที่ยุ่งเหยิงและมากไป

 เพราะคุณดูการเมืองสิ ตอนนี้ดูผ่านๆ ก็ 5 มิติไปแล้ว

นันทขว้าง สิรสุนทร
[email protected]