บันเทิง

คิดสวนทาง - เพลง “ความรัก”

คิดสวนทาง - เพลง “ความรัก”

02 ก.พ. 2553

มีคนกล่าวว่า อยากให้โลกนี้มีแต่ความรัก เพราะในยามที่หัวใจมีความรัก ดูเหมือนว่าอะไรๆ ก็สวยสดงดงามไปหมด มีความฝันมีความหวังมีกำลังใจ มีแรงที่จะก้าวต่อไปข้างหน้า ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น หากหัวใจคุณมีแต่ความรักก็ไม่มีอะไรจะเป็นไปไม่ได้

 ความรักเป็นหลักปรัชญาสำคัญของศาสนาคริสต์ที่สอนให้รักกันและกัน รวมไปถึงให้รักศัตรูด้วย มีคำสอนของพระเยซูที่กล่าวว่า “ถ้าถูกตบที่แก้มซ้ายก็ให้หันแก้มขวาให้เขาตบด้วย” เหมือนกับว่าที่ตบแก้มซ้ายนะยกโทษให้ ถ้ายังไม่หายโกรธจะตบแก้มขวาอีกก็ยอม และก็จะ ไม่ถือโทษ พร้อมจะอภัยให้อีกตลอดไป เวลาเจอสถานการณ์จริงผู้ที่ถูกกระทำจะนำหลักการนี้ไปปฏิบัติได้จริงหรือไม่ ก็ขึ้นอยู่ที่ระดับจิตใจของคนเหล่านั้นว่าอยู่สูงขนาดไหน ระดับปุถุชนทั่วไป ก็เห็นจะยังทำใจกันยากอยู่ คงจะงัดกฎที่โบราณกว่านั้นคือ “ตาต่อตา ฟันต่อฟัน” มาใช้กันซะมากกว่า อาจจะเทียบเคียงกับของศาสนาพุทธที่ว่า “เวรย่อมต้องระงับด้วยการไม่จองเวร” ซึ่งคนที่จะนำคำสั่งสอนนี้ไปปฏิบัติได้จริงก็ต้องเป็นผู้ที่มีธรรมในจิตใจที่ได้รับการฝึกปรือมาอยู่ในขั้นที่สูงมากทีเดียว

 ในศาสนาคริสต์มักมีคำสอนให้รักพระเยซู รักแม่พระ รักเพื่อนมนุษย์ จะเน้นที่ความรัก และความเชื่อ ขณะที่ศาสนาพุทธไม่มีคำสอนให้รักพระพุทธเจ้าเท่าไหร่ แต่สอนให้นำคำสั่งสอนของพระองค์ท่านไปปฏิบัติเพื่อการดับทุกข์ และยังมองว่า ”ที่ใดมีรักที่นั่นมีทุกข์” ถ้าไม่อยากมีความทุกข์ก็อย่าไปมีความรัก เพราะทำให้เกิดการยึดมั่นถือมั่น ความรักที่ว่านี้คงเป็นความรักแบบเห็นแก่ตัว ไม่ใช่ความรักที่เป็นความรักที่บริสุทธิ์

 ความรักทางศาสนาคริสต์หมายถึงการให้ และเป็นการให้ทั้งหมด อย่างเช่นความรักของพ่อแม่ที่มีต่อลูก เป็นความรักที่ไม่มีเงื่อนไขเป็นการให้โดยไม่หวังสิ่งใดเป็นการตอบแทนจากลูก ขอเพียงให้เขาเป็นคนดีมีความรู้จะได้ไม่ต้องลำบากและเป็นทุกข์ ทางพุทธมักจะใช้คำว่า “เมตตา” ซึ่งฟังแล้วให้ความรู้สึกที่ลุ่มลึกกว่าใช้คำว่า "ความรัก" ที่มักจะตีความกันไปได้หลายทิศทาง ที่อันตรายคือรวมหมายถึง “กามารมณ์” เข้าไป ด้วย

 เริ่มต้นกันแบบออกแนวเทศนาธรรมซึ่งผมมิได้บังอาจ เพราะเป็นผู้ที่หนาไปด้วยกิเลสหลายประเภทหลายชนิด แต่อยากจะพูดถึงเพลงชื่อ “ความรัก” ที่ผมได้แต่งไว้เมื่อปี พ.ศ. 2537 มีคำร้องขึ้นต้นว่า
 
 “รักคือคำคำนี้ รักคือความอดทนทุกอย่าง จริงใจให้กัน...” หวังว่าท่านผู้อ่าน คงยังจำกันได้นะครับ ก็อยากจะนำเบื้องหลังความคิดในการแต่งเพลงนี้มาเล่าสู่กันฟัง

 เพลงนี้เริ่มต้นด้วยการเป็นเพลงโฆษณา “คอฟฟี่เมต” ที่เป็นภาพยนตร์โฆษณาแจ้งเกิดให้แก่คุณซอนยา คูลิ่ง ต้องขออภัยที่ต้องเอ่ยนามเพราะถ้าท่านผู้อ่านจำเพลงไม่ได้ ผมมั่นใจว่าทุกท่านจะจำภาพยนตร์โฆษณาเรื่องนี้ได้ เพราะเป็นที่โจษขานกันทั้งบ้านทั้งเมือง ขับร้องโดยคุณอัญชลี จงคดีกิจ เป็นผลงานที่รวบรวมผู้มีฝีมือด้านต่างๆ มาร่วมงานกันได้อย่างลงตัว และประสบความสำเร็จอย่างสูง ทำให้ยอดขาย“คอฟฟี่เมต” พุ่งกระฉูดเป็นประวัติการณ์ แฮปปี้กันถ้วนหน้า

 และก็ด้วยโอกาสที่ใกล้จะถึงวันวาเลนไทน์ ก็น่าจะเป็นจังหวะเหมาะที่จะนำเรื่องนี้มาเขียน เพลงนี้มักจะนำไปแสดงหรือเปิดกันในงานแต่งงานจนจะกลายเป็นเพลงประจำงานแต่งงาน เหมือนเพลง “แฮปปี้เบิร์ธเดย์” ในงานฉลองวันเกิดไปแล้ว มีใครทราบบ้างว่าเพลง “Happy Birthday” เป็นเพลงที่มีลิขสิทธิ์ยังไม่หมดอายุการคุ้มครอง และเพลง “ความรัก” ลิขสิทธิ์ก็เป็นของผมอยู่

 เปล่าครับ ผมไม่ได้มีเจตนาที่จะเขียนเรื่องนี้ขึ้นมาเพื่อโวยวายว่าไม่เคยได้ค่าลิขสิทธิ์จากงานแต่งงานเลย ยกเว้นคู่เดียวที่มาขออนุญาตจัดทำเป็นซีดีแจกเป็นของที่ระลึกในวันแต่งงาน

 ครับมีเรื่องอื่นที่น่าสนใจและน่าคิดกว่าเรื่องค่าลิขสิทธิ์นี้ แล้วผมจะนำมาเล่าให้ฟังในตอนต่อๆ ไป

"จิรพรรณ อังศวานนท์"