
ไตรโทน - หัวคิว
หลังจากที่รับรู้กันแล้วว่า ยอดขายซีดี หรือดาวน์โหลด รายได้จากสิ่งนี้ไม่สามารถทำให้นักดนตรีมีรายได้ถึงขั้นตั้งตัว เป็นผู้มีอันจะกินมากๆ เหมือนแต่ก่อน
เราไม่รวมถึงพวกแถวหน้าที่นับดูได้ไม่ถึงสิบคนที่ทำระบบ คอนเทนท์ แมเนเจอเมนต์ ให้ตัวเองได้ดีเยี่ยม ซึ่งรายได้ก็มาจาก อีเวนท์ ไลฟ์ เพอฟอร์แมนซ์ ทั้งสิ้น
ผมในฐานะเป็นผู้ที่ผ่านเหตุการณ์ในวงการดนตรีของวงป๊อป แบนด์ ที่มีความสำเร็จติดตัวมาตั้งแต่ แกรมมี่ เอนเตอร์เทนเมนต์ เริ่มสร้างขึ้นมา ก็อยากจะขอเล่าวิธีปรับตัวให้ฟังกันนะครับ อ่านเอาพอสนุกๆ อย่าหาว่าสอนกันเลย เพราะผมขอแนะนำเลยว่า อย่าเป็นนักดนตรีเลย มันลำบากกันแล้ว ถ้าไม่รักมันจริง ไปทำอย่างอื่นเถอะ
ผมตั้งข้อสังเกตว่า ช่วงหลังๆ ตามค่ายเพลงเริ่มจะ...ขอใช้คำว่ากินหัวคิวแล้วกันนะครับ เรียกว่า 20-30 เปอร์เซ็นต์ เลยก็ว่าได้ จากค่าแสดงสดเพียงหนึ่งงาน นั่นแสดงให้เห็นว่า มันเป็นรายได้หลักจากเค้กก้อนเดียวกันไปซะแล้ว ซึ่งถ้าเทียบกับสมัยก่อนตอนของมันขายดีๆ ไม่มีใครสนหรอกครับ แบบว่าปล่อยเด็กๆ มันเล่นๆ ไปเถอะ มันจะได้ดังๆ แล้วค่อยแต่งเพลงให้มันร้องกันต่อ
นั่นหมายความว่า ต่อเดือนพวกนายทุนกับคนเบื้องหลังนั้นได้กันเป็นหลักแสนหลักล้าน ไม่มานั่งสนเงินหลักหมื่นหลักพันจากค่าหักเปอร์เซ็นต์หรอกครับ แต่ผมเข้าใจครับ กับการที่ต้องปลดพนักงานออก คนตกงานกันเป็นร้อยๆ พี่ๆ นักแต่งเนื้อแต่งเพลงเก่งๆ ต้องมานั่งหน้าดำคร่ำเครียด ก็หักไปเถอะ เรารักกันต้องช่วยๆ กัน แย่ก็แย่ด้วยกัน ดีก็ดีด้วยกัน เพียงแต่ว่าน่าเห็นใจ นักร้องที่วาสนาน้อยไปหน่อย งานจ้างแทบจะไม่มี พอมีทีก็โดนหักหัวคิวอีก นี่ซิเราจะแก้ให้เขายังไง
คือถ้าป็นผม ผมอยากแนะนำให้เอาวิชาสถิติเข้ามาช่วย เอาขึ้นกระดานแล้วจัดหมวดหมู่กันไปเลยว่า นักร้องเบอร์นั้นๆ อยู่ในหมวดไหน คือหมายความว่า ถ้าซีดีขายหลักพันแผ่น ดิจิทัลก็มาน้อยมาก ก็ให้ไปอยู่ในหมวด เอ คือหักสักแค่ 5 เปอร์เซ็นต์ หรือแล้วแต่ความงกมากงกน้อยของแต่ละท่าน หรือบางเบอร์ (หมายถึงนักร้อง) ยอดขายต่างๆ พอได้ งานเฉลี่ยดูตามกระดานก็พอมีในระดับที่พออยู่ได้ ก็หักไปสัก 15 เปอร์เซ็นต์ได้เลย หรือกับเบอร์เก่าๆ ที่รวยๆ กันแล้วรับงานทีค่าตัวแบบตูมๆ ก็ว่ากันไปตามที่ต้องการไปเลยครับ
แต่ปัญหามันอยู่ตรงที่ว่า นายทุนยุบ แผนกมิวสิก โปรดักชั่น พูดง่ายๆ จับให้ไปเป็นฟรีแลนซ์ซะงั้น แล้วตั้งบริษัทจัดเก็บค่าหัวคิวอยากเป็นล่ำเป็นสัน ซึ่งถ้าเป็นผมก็คงทำอย่างนั้น แต่ท่านผู้บริหารบริษัทจัดเก็บที่ว่าเนี่ย ดันอยากให้นายปลื้ม แม่งเก็บค่าหัวคิวกัน ไม่ได้สนความมีน้ำใจต่อศิลปินผู้ยากไร้กันเลย แถมถ้าไม่เป็นเด็กขี้ประจบ ก็อยู่กับก๋งกินเหล้าที่บ้านอย่างเดียว เพราะวาสนามันไปไม่ได้ก็ต้องเป็นแบบนั้น เพราะระบบสปอนเซอร์ชิพก็ต้องสนใจแค่พวกวาสนาดี
เพียงแต่ถ้าเราใส่ความมีน้ำใจลงไปหน่อย คือ ทั้งลดแลกแจกแถม มีอำนาจการต่อรอง แล้วดันให้เขามีรายได้บ้างก็น่าจะดี เป็นถึงผู้บริหารก็พาเจ้าของเงินไปเลี้ยงไวน์แพงๆ อาหารดีๆ เอาใจประจบประแจงเพื่อช่วยๆ น้องๆ ก็คงจะน่ารักไปกว่านั่งทำรายได้ให้ทะลุเป้าให้นายคุณอย่างเดียว
แต่ถ้าคุณเห็นพวกนักร้องในสังกัดคุณเป็นเหมือนยาสีฟันหรือผงซักฟอก ผมก็คงจบแค่นี้ หรืออย่างบางรายมีงานแทบทุกวันเป็นตัวทำรายได้หลักให้องค์กร รับงานตะบี้ตะบันแบบว่าน้ำขึ้นให้รีบตัก ตักหนักไปจนเส้นเสียงอักเสบต้องผ่าตัดลำคอเลย ถามว่าจ่ายค่าหมอให้เขามั้ย เพราะเอไอเอคงจะงง มันไม่ใช่อุบัติเหตุ
หรืออีกระบบหนึ่งแบบแฟร์ๆ เลยก็คือ ใช้เครื่องรับงานแบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งจ้างคนมาเล่นการเมืองกัน แล้วมันแฟร์มากๆ ด้วย เช่น พอผู้จ้างโทรเข้ามาปุ๊บ มีเสียงตอบรับว่า "บริษัท จุดๆๆๆ สวัสดีคะ ติดต่องานแสดงศิลปินกด 1"...
พอกดเส็รจปั๊บ...วง เอ กด 1 วงบี กด 2 วงซี กด 3 วงดี กด 4...พอเห็นภาพมั้ยครับ อย่างดีก็จ้างแค่สี่คนคอยประสานงาน ผมว่าประหยัดทั้งค่าจ้างคนไปตั้งเยอะ แล้วแบ่งหมวดหมู่เลยนะว่า ถ้านักร้องในยุคที่ต้องจ่ายค่ามีเดียสูงแบบสมัยเมื่อสิบปีก่อน ก็หักน้อยหน่อย เพราะมันต่างกรรมต่างวาระไปแล้ว คือทุกวันนี้มานั่งกินของเก่ากันฟรีๆ ก็ดีจะตาย ดีกว่าอยู่เฉยๆ
ส่วนกลุ่มเด็กใหม่ๆ ในยุคห้าปีหลังๆ ก็หักกันตามระบบสถิติที่กล่าวมาข้างต้น ผมว่าแฟร์ดีนะ คืออย่างวงเก่าแก่อย่างผมคุณก็หักค่านักแต่งเพลงไปก็พอ ซึ่งมันก็ไม่น่าจะใช่ 30 เปอร์เซ็นต์ อย่างมาตรฐานเดียวกันไปหมด ซึ่งมันก็แสดงให้เห็นว่านักแต่งเพลงรุ่นแรกๆ สามารถทำให้เพลงไปอยู่ในบัลลังก์ใจของผู้ฟังอย่างไม่น่าเชื่อ
ดังนั้นการหักค่ารอยัลตี้ควรจะมีสักสอง สาม มาตรฐาน ผมว่ามันแฟร์สุดๆ และน้ำใจที่ดีต่อคน คนที่มาเป็นนักร้องให้คุณ
"จิรายุส วรรธนะสิน"



