บันเทิง

หลียวหลังแลหน้าหนังปี2010

หลียวหลังแลหน้าหนังปี2010

31 ธ.ค. 2552

ริชาร์ดคอร์ลิส นักวิจารณ์หนังของ Time บ่นอยู่บ่อยๆว่า เขาสามารถจะคาดเดาได้ไม่ยากต่อหนังปีต่อไปของฮอลลีวู้ด เนื่องเพราะอุตสาหกรรมหนังซึ่งเป็นแกนกลางของโลกที่อเมริกานั้น มีเนื้อหาของหนังในการขายอยู่ไม่กี่พล็อต

อันที่จริงความมั่นใจของเขาก็ไม่ได้เป็นเรื่องแปลกประหลาด เพราะนักรบทางการตลาดเก่งๆ อย่าง วิสูตร พูลวรลักษณ์ ของ GTH นั้นให้สัมภาษณ์ผมในช่วงระยะ 10 ปีที่ผ่านมาก็มักจะพูดอยู่เสมอว่า พล็อตของหนังไทยจะไม่เปลี่ยนอย่างรุนแรงมาก และมักวนเวียนอยู่กับ สัตว์ เซ็กส์ กะเทย ผี แอ็กชั่นและตลก

ผมคิดว่าปี2010 ของหนังสิ่งที่จะทำให้เกิดรายได้มากๆ อย่างหนึ่งนั้นก็คือ ความเป็น stylization หรือการมีสไตล์ที่โดดเด่นแบบที่หนังแฟรนไชส์อย่าง Transformer 2 ทำขณะเดียวกันหนังที่ใช้กลวิธีเกี่ยวกับ spectacle อย่างDrag Me to Hell มาจนถึง2012 วันสิ้นโลกก็จะเป็นไม้ตายของการทำเงินต่อไปอีกนาน

ปี2009 ที่ผ่านไปหนังขนาดกลาง ของฮอลลีวู้ดที่ลงทุน40-60 ล้านแล้วทำเงินในระดับบ๊อกซ์ออฟฟิศถล่มนั้นไม่มีเลย หรือถ้ามีก็น้อยเต็มที (แม้แต่หนังออสการ์อย่างสลัมด็อกก็ไม่สามารถจะเรียก หนังทำเงิน ในบ้านเรา)

นี่แสดงถึงการล้มเหลวของวัฒนธรรมหนังขนาดกลาง แถมยังแสดงออกด้วยการที่หนังขนาดเล็กหลายเรื่องลืมตาอ้าปากส่วนหนังใหญ่ของต่างชาติที่ประสบความสำเร็จมากๆ นั้น มีน้อยไม่เกินนิ้วมือนับ

หลายสตูดิโอได้ออกตัวประกาศตัวแล้วว่า ปี 2010 หนังที่เกี่ยวกับการเจาะลึกเล่นกับเนื้อหาที่มีมาร์เก็ตชัดเจนจะเป็นหนังแบบใหม่ วิธีคิดแบบนี้ เขาเชื่อในแบบที่เทรนด์การตลาดอย่าง shopper marketing เชื่อว่าการคิดใหญ่ๆ แบบกินรวมทั้งโลก ไม่ได้ผลอีกต่อไป

การมุ่งเจาะกลุ่มและเลิกเห่อวัฒนธรรมแมส เป็นการเดินไปในทิศทางเดียวกับสินค้าทั่วไป น่าจะเป็นผลที่ดีกว่า
แต่มันก็มีคำถามที่น่าสนใจจากภาคของหนังไทยปี 2009 ว่าการที่หนังอย่าง สาระแนห้าวเป้ง, รถไฟฟ้าฯ,วงษ์คำเหลา, 5 แพร่งมาจนถึง แหยม 2 และก่อนหน้านั้นกับความจำสั้นแต่รักฉันยาว นั้น มันมีทางออกอยู่เหมือนกันที่ไม่ต้องพึ่งสไตล์แบบ spectacle ด้วยการนำเสนออะไรรุนแรงชวนช็อกตาตั้งอย่างที่ Drag Me to Hell กับ2012 ทำ

มันอยู่ที่ว่าคนทำหนังมีความสามารถในการงัดแงะแง่มุมหนังออกมา หรือพูดในสารที่คนดูต้องการแค่ไหน (กรณีหนังธรรมดาอย่างรถไฟฟ้าฯ น่าจะเป็นคำตอบที่ดี ซึ่งตัวหนังไม่ได้โดดเด่นที่ภาพรวมแต่ทำให้คนดูสนุกสนานในการติดตาม)
ปี2010 จึงจะเป็นปีที่หนังเล่นกับmessage ในใจคนดูบวกกับงานที่มีสไตล์แปลกออกไป จะเป็นทางออกที่มีโอกาสได้เงินของวงการหนัง โดยที่บอกไม่ได้ด้วยว่า หนังเรื่องนั้น จะต้องเป็นหนังแบบไหน เรื่องอะไร

แต่สำหรับปี2009 ถ้ามองในแง่ของอุตสาหกรรมปีนี้น่าดีใจจริงๆ นะ ศิวาภรณ์พงษ์สุวรรณ โปรดิวเซอร์หนังไทยหลายเรื่อง ให้สัมภาษณ์กับผู้เขียน

เราชอบหนังรถไฟฟ้ามาหานะเธอถามว่าชอบอะไร คือชอบภาพรวมๆ มันเป็นหนังของผู้หญิง พูดในสิ่งที่ผู้หญิงเข้าใจได้และรู้ว่าใช่ ทั้งไลฟ์สไตล์และความรู้สึกของคนที่ยังไม่ได้แต่งงานหรือมีแฟน แต่เชื่อมั้ย แม้แต่คนที่กำลังจะแต่งงานหรือมีแฟน ก็เห็นด้วยและชอบหนังเรื่องนี้ โปรดิวเซอร์สาวที่ค่อยๆ พาตัวเองทะยานสู่เลข 4 ของอายุแจกแจงอย่างน่าสนใจ

และมันหลายแง่มุมไม่ใช่แค่เป็นหนังรักที่ดูตลกอารมณ์ดี เราว่า คริส หอวัง เองก็เก่งที่ทำให้คาแรกเตอร์ของ เหมยลี่ เป็นที่ถูกเชื่อมั่น นักแสดงหญิงที่เล่นตลก ออกแบบ comedy ให้แก่ตัวเองในบ้านเรามีไม่เยอะอยู่แล้วคริส ไม่ใช่แค่หมวย เขามีอะไรมากกว่าการเป็นหมวย

ศิวาภรณ์แม้หมวยเช่นกัน และแม้ไม่พบคนหล่อๆ อย่าง เคน ธีรเดช ในหนังเรื่องใดก็ตาม แต่เธอขยายความคิดต่ออีกส่วนหนึ่งว่า แม้แต่เสื้อผ้าที่ เหมยลี่ ใส่ มันก็คือ สิ่งที่อธิบายได้จริงกับหญิงสาวของคนเมือง

ทัศนะของคนที่คลุกคลีวงในแบบขึ้นเข่าเขย่าศอก อย่างศิวาภรณ์ พงษ์สุวรรณ อยู่ท่ามกลางบรรยากาศ หนังรัก4 เรื่อง ที่ดาหน้ากันฉายตลอดเดือนธันวาคมและอาจจะเป็นการสร้าง สถิติปิดท้าย ของปี2009 ว่านี่คือเดือนสุดท้ายของปีที่มีหนังในตระกูลเดียวกัน ฉายช่วงใกล้กันมากที่สุดในรอบหลายๆ ปี แม้ว่าบางเรื่องนั้น จะใช้สัมผัสด้าน comedy เข้ามาสนับสนุนก็ตาม (และแน่นอนหนังบางเรื่องถูกวิจารณ์ในมุมลบโดยหลายคน)

แม้ปี2009 จะเป็น12 เดือนที่รุ่งเรืองของอุตสาหกรรมหนังไทยแตกต่างไปจากปี 2008 ที่มีหนัง100 ล้านประกอบอยู่แต่ทุนสร้างที่สูงไม่ได้ทำให้ค่ายหนังแฮปปี้เหมือนปีนี้ ซึ่งทุนสร้างหลายเรื่องต่ำกว่าปกติ

ผมว่าหนังไทยเริ่มมีอนาคตเมื่อดูจากระยะหลังๆ มโนธรรมเทียมเทียบรัตน์ นักวิจารณ์และนักท่องเทศกาลหนังทั่วโลกบอก
ความเห็นของเขาถูกตั้งคำถามคู่ขนานทันทีว่า ถ้าเช่นนั้น หนังต่างประเทศอย่างฮอลลีวู้ด จะหมดวัฒนธรรมจักรวรรดินิยมผ่านหนังทุนนิยมแล้วหรือ

มันมองได้หลายมุมนี้ถ้าถามแบบนี้ เขาขยับแว่นบนใบหน้าพร้อมกับขยับแก้วเบียร์บนโต๊ะ

แนวคิดของฮอลลีวู้ดกับตอนนี้อาจจะรู้สึกว่าการสร้างตลาดใหม่ๆ คือ วัฒนธรรมต่างพื้นที่ เช่น เอเชียของเราก็เป็นวัตถุดิบในการทำหนังของตะวันตก โดยจะเห็นได้อย่างหนึ่งว่า ช่วงเวลาที่ผ่านมา การเอาหนังไปรีเมคใหม่เป็นที่นิยมกันในระดับหนึ่ง แม้ว่าจะล้มเหลวมากกว่าประสบความสำเร็จก็ตาม

มโนธรรมบอกว่า ปีนี้เขาไม่ได้ประทับใจอะไรกับหนังใหญ่หรือหนังดังของฮอลลีวู้ด และถ้าเลือกหนังสักเรื่องในแง่ของการสร้างสรรค์และน่าให้กำลังใจ เขามีอยู่เรื่องหนึ่ง

ผมเลือกThe Box ของริชาร์ด เคลลี ซึ่งพอดูแล้ว รู้สึกชอบ ทึ่งและคิดว่าผู้กำกับคนนี้น่าสนใจมาก คือตอนไปดูก็ไม่ได้คาดหวังมาก แต่พอดูแล้ว รู้สึกว่ามันคือหนังที่ต้องให้คะแนนทีเดียว

ในฐานะนักดูหนังเขาบอกว่า หนังเล็กๆ หลายเรื่องๆ น่าสนใจมากกว่าภาพยนตร์ฟอร์มใหญ่ยักษ์ แม้ว่าบางครั้งบางที หนังลงทุนมากๆ จะมาพร้อมกับข่าวสารตูมตามก็ตาม

แน่นอนปี 2009 ไม่ใช่ปีของฮอลลีวู้ดต่อให้ 2012 คือแชมป์หนังทำเงินก็ตาม

ขอให้ลองจับตาหนังจากประเทศที่ไม่เคยมีบทบาท อย่างไนจีเรียแอฟริกา ที่ตามเทศกาลหนังมีบทบาทไปแล้ว ทีนี้ก็รอดูว่าในแง่ของอุตสาหกรรมหลักในกระแสนั้น หนังจากชาติเหล่านี้ อาจจะมีอะไรมากขึ้นกว่าที่เป็นมา

นันทขว้างสิรสุนทร
[email protected]