
กวนเพลงให้น้ำใส-จาก52ถึง53วงการเพลงไทย
ปีพุทธศักราช 2552 กำลังผ่านพ้นไป ขณะที่ปีพุทธศักราชใหม่กำลังหมุนเคลื่อนเข้ามา
เป็นธรรมเนียมปกติของวงการสื่อ ที่เรามักอาศัยช่วงเวลาเช่นนี้ มองย้อนหลังถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมา และขณะเดียวกันก็มองไปยังเบื้องหน้า ถึงทิศทางและแนวโน้มที่จะเกิดขึ้น
สำหรับแวดวงดนตรีบ้านเราเป็นเช่นใดนั้น ขึ้นอยู่กับว่าเป็นมุมมองของใคร หากคุณเป็นคนค่ายเพลง คงปฏิเสธไม่ได้ว่าปีที่กำลังจะผ่านพ้นไป เป็นปีที่เหน็ดเหนื่อยอีกปีหนึ่ง ยิ่งหากต้องพึ่งพารายได้จากยอดขายซีดีเป็นหลัก ดังนั้น จึงต้องมองหาช่องทางทำรายได้เพิ่มอย่างต่อเนื่อง
อย่าได้แปลกใจ หากธุรกิจใหม่ของบริษัทในเครือค่ายเพลง จะกินเนื้อพื้นที่กว้างถึงขั้นซื้อกิจการทัวร์ แล้วให้ดาราศิลปินมาเป็นเซลขายทัวร์ เป็นต้น
หากคุณเป็นศิลปินที่มีความสามารถในการเล่นสด และมีชื่อเสียงในระดับแนวหน้า ปีนี้น่าจะเป็นปีทองของคุณ เพราะรายได้หลักรับ “เต็มๆ “ มาจากคอนเสิร์ตและอีเวนท์ทั้งหลาย เช่นเดียวกันกับธุรกิจที่เกี่ยวข้อง แต่หลายรายก็มีความเสี่ยงจากการลงทุน เจ็บตัวจากงานใหญ่กันไปก็ไม่น้อย
หากคุณเป็นศิลปินหน้าใหม่ ความก้าวหน้าของเทคโนโลยี ทำให้คุณมีช่องทางเผยแพร่ผลงานมากขึ้น แต่ก็ยังต้องทำงานหนักอีกนาน กว่าจะมีฐานแฟนเพลงที่ขยายตัวขึ้น หรือมี “เศษงาน” โยนมาให้ทำ เรื่องแบบนี้คงต้องใช้ทั้งฝีมือ ความอดทน และระยะเวลา
ในส่วนของคนฟัง คุณอาจจะค้นพบว่า คุณมีเพลงฟังมากมาย โดยที่แทบไม่ได้เสียเงินซื้อสักสตางค์เดียว เพราะทั้งการแชร์ไฟล์ ดาวน์โหลด ค้นหาเพลงฟรีในเน็ต ทั้งหมดนี้ทำให้คุณเคยตัว จนหลงลืมไปแล้วว่า การสนับสนุนศิลปินด้วยการซื้อผลงานนั้นเป็นเช่นใด บางคนที่เป็นวัยรุ่นในเวลานี้ อาจจะไม่เคยรู้จักคำว่า “เสียเงินซื้อเพลงฟัง” ตั้งแต่เกิดด้วยซ้ำ
นอกจากนี้ คุณยังจะเคยตัวยิ่งขึ้น เพราะมีผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในสายเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์ ที่มีกิจกรรมดนตรีสดให้คุณดูฟรีอยู่บ่อยๆ จนกลายเป็นว่า คนฟังกลุ่มใหญ่ในประเทศนี้ง่อยเปลี้ยในการส่งเสริมศิลปินด้วยตัวเอง เพราะทั้งหมดนี้กระทำผ่านตัวแทน คือผู้ประกอบการที่มีอำนาจเงิน ในการชี้วัดตัดสินความเป็นไปของวงการดนตรีไปแล้ว
มาถึงบรรทัดนี้ บางท่านอาจไม่เห็นด้วยกับผม โดยชี้ประเด็นว่าคนฟังก็สะท้อนเสียงความต้องการของพวกเขา จากคะแนนนิยมที่มีต่อศิลปินได้ ซึ่งก็น่าจะใช่ แต่ปัญหาคือ ด้วยวงจรธุรกิจเช่นนี้ เราจะสลัดพ้นจากการครอบงำได้อย่างไร และทำไมถึงมีแต่วงดนตรีหน้าซ้ำๆ ในงานอีเวนท์
ในมุมมองของผม ทิศทางความเป็นไปของวงการเพลงบ้านเราในปีหน้า น่าจะประกอบด้วย
หนึ่ง - กิจกรรมการแสดงดนตรี ทั้งโชว์ และคอนเสิร์ต ยังเป็นช่องทางหารายได้หลัก และน่าจะมีให้ชมกันอย่างมากมาย แต่คอนเสิร์ตขนาดใหญ่ที่มีศิลปินนักร้องขึ้นเวทีเป็นร้อยชีวิตอาจจะต้องเปลี่ยนไป เพราะค่าใช้จ่ายสูง และคนอ่านเบื่อหน่ายสูตรสำเร็จเก่าๆ ทำให้ผู้จัดงานต้องมองหาของเล่นใหม่
สอง - กระแสเรโทรที่ยังขี่ลมบน ทำให้มีการขุดศิลปินจาก “หลุม” มาแสดงสดกันอีกพอสมควร แต่นับเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่ศิลปินจากอดีตเหล่านี้ หลายกลุ่มเป็นคนดนตรีตัวจริงที่ยังมีมาตรฐานในการแสดงสด
สาม - ผู้ประกอบการบางส่วนกำลังรวมกลุ่มกัน เพื่อหันมาให้บริการและให้ความสำคัญกับ “ดิจิทัล แพลทฟอร์ม” แทนที่จะเป็นการขายซีดี (physical product) เหมือนก่อน ซึ่งจะเป็นการเปิดช่องให้มีการดาวน์โหลดออนไลน์อย่างถูกต้อง เมื่อผนวกกับซอฟต์แวร์และฮาร์ดแวร์ที่ค่อนข้างพร้อม จะทำให้โฉมหน้าการฟังเพลงเปลี่ยนไป
สี่ - การเกิดขึ้นของนักดนตรีหน้าใหม่ ที่จะมีส่วนสร้างสีสันให้แก่วงการ โดยเฉพาะศิลปินจำนวนไม่น้อยมีพื้นฐานจากการเรียนดนตรีเป็นวิชาเอกในระดับอุดมศึกษา ความก้าวหน้าของวงการเพลงจากอัตราเพิ่มของคนรุ่นใหม่ พิจารณาได้จากรางวัลในสาขา “ศิลปินหน้าใหม่” คมชัดลึก อวอร์ด ที่มีการเพิ่มรายชื่อจาก 5 ราย เป็น 10 ราย ในปีนี้ แต่ปัญหาน่าจะอยู่ตรงที่ว่า พวกเขาจะเป็นที่รู้จักของคนฟังในวงกว้างได้อย่างไร
ห้า - ผมยังเชื่อว่า เรียลลิตีอย่าง เอเอฟ และ เดอะ สตาร์ น่าจะเป็นธุรกิจหลักที่สร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการในวงการนี้อย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่สิ่งที่น่ากังวลเป็นไปอย่างที่ ศ.เจตนา นาควัชระ ตั้งข้อสังเกตไว้ว่า ...
ลำพังการร้องเพลงแย่ๆ ให้ฟังกันเองในหมู่คนใกล้ชิด คงไม่ใช่เรื่องผิดปกติอันใด แต่เมื่อให้คนที่มีความสามารถอันจำกัดเหล่านี้ มีส่วนกำหนดรสนิยมคนฟังทั้งประเทศ ด้วยการถ่ายทอดออกไปยังผู้ชมจำนวนมาก สังคมไทยน่าจะกำลังเผชิญหน้ากับการมองหาประสบการณ์ตรงที่ดีกระมัง
จริงอย่างที่อาจารย์ท่านว่าครับ บ้านเรามีแต่ตัวอย่างที่ไม่ดีเต็มไปหมด แม้กระทั่งนักร้อง เรายังต้องทนฟังคนร้องเพี้ยนๆ หาต้นแบบดีๆ ไม่ได้ ส่วนคนเก่งๆ ดีๆ เรากลับไม่เห็นค่า หากปล่อยให้ค่านิยมเช่นนี้ลุกลามต่อไป เราคงผิดเพี้ยนกันไปใหญ่แน่
ทั้งหมดนี้ น่าจะเป็นเพียงภาพรวมวงการดนตรีจากปีนี้ถึงปีหน้าได้บ้างกระมัง



