
คิดสวนทาง - เติมใจให้กัน (1)
ท่านผู้อ่านคงเคยมีประสบการณ์ของความไม่สบายใจ โดยไม่ทราบสาเหตุบ้างเป็นบางครั้งใช่ไหมครับ เมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ผมก็เกิดอาการเช่นว่านี้เหมือนกันในตอนค่ำๆ และเพราะเคยเกิดอาการนี้ขึ้นบ่อยครั้งอยู่เหมือนกัน ทำให้ผมชำนาญในการตรวจอารมณ์ของตัวเอง ด้วยการพยาย
ช่วงที่เกิดความรู้สึกนี้ขึ้นมาเป็นช่วงเย็นโพล้เพล้ตะวันกำลังจะตกดิน เป็นตอนที่กำลังขับรถไปยังที่นัดหมาย เนื่องจากวันนั้นต้องไปแสดงดนตรีกับเพื่อนที่รู้ใจเล่นกันมานานเป็นสิบปีแล้ว ซึ่งปกติในวันแบบนี้มักจะนำมาซึ่งความรู้สึกกระดี๊กระด๊ากระปรี้กระเปร่า เพราะเดี๋ยวก็จะได้เจอเพื่อนฝูงพร้อมอาหารและเครื่องดื่มที่โปรดปรานนานาชนิด ได้เล่นดนตรีสนุกสนาน แถมได้เงินกลับบ้านอีก แต่มันมีความรู้สึกบางอย่างค้างคาอยู่ในใจ ก็เลยเริ่มสแกนเหตุการณ์ต่างๆ ตั้งแต่เช้าเพื่อจะหาสาเหตุ
เช้าวันนั้นก็ตื่นขึ้นมาด้วยความรื่นรมย์สมอุรา เพราะจะต้องเรียบเรียงเพลงใหม่ที่กีตาร์สำหรับอัลบั้มใหม่ ซึ่งก็เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขที่สุดแล้ว และยังคิดอีกว่า ทำไมเราต้องไปทำอะไรอย่างอื่นด้วย ก็ได้คำตอบ ก็เพราะมันไม่พอรับประทานนะซิครับ ก็เลยต้องทำทุกอย่างที่จะกลายเป็นรายได้เข้ามา ตอนสายก็ไปสอนวิชาแต่งเพลง (Songwriting) ที่คณะ ก็สนุกสนานกับการเรียนการสอนเป็นอย่างดีทั้งลูกศิษย์และอาจารย์ ก็มาพบสาเหตุที่ทำให้ไม่สบายใจเข้าในตอนบ่าย
ช่วงบ่ายเป็นวิชาเรื่องกฎหมายลิขสิทธิ์ที่ผมเป็นผู้ดูแลอยู่ โดยเชิญท่านวิทยากรผู้ทรงคุณวุฒิมาบรรยายพิเศษให้แก่นักศึกษา ซึ่งแต่ละท่านก็เป็นผู้ที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการกฎหมายลิขสิทธิ์ และบางชั่วโมงก็สอนเอง ตั้งใจว่าจะแวะเข้าไปทักทายและพูดธุระเล็กน้อยกับท่านวิทยากรที่ได้เชิญมา เมื่อไปถึงที่ห้องบรรยายก็พบว่ามีนักศึกษาเข้าเรียนกันน้อยมาก และนั่นคือสาเหตุของความไม่สบายใจที่ติดตามตัวเองต่อมาในคืนนั้น ว่าทำไมนักศึกษาถึงไม่เห็นความสำคัญ เพราะเขาเหล่านั้นเมื่อจบออกไปก็จะต้องเป็นนักดนตรี เป็นนักแต่งเพลงคนหนึ่ง ที่กฎหมายลิขสิทธิ์จะต้องมามีบทบาทเกี่ยวข้องกับเขาเหล่านั้นไปจนตาย และหลังจากตายไปแล้วอีก 50 ปีด้วยซ้ำ
หรือจะต้องปรับการเรียนการสอนให้น่าสนใจยิ่งขึ้น ให้สนุกสนานขึ้น เพราะเวลาพูดคำว่า “พระราชบัญญัติ...” หน้านักศึกษาจะหดลงไปสองนิ้ว พอพูดคำว่า “มาตราที่...แห่งพระราชบัญญัติ...” หน้านักศึกษาจะหดเล็กลงไปอีก พอใช้ศัพท์แสงทางกฎหมาย ซึ่งเป็นภาษาไทยที่อ่านยากและเข้าใจยากที่สุดเพิ่มขึ้น หน้านักศึกษาก็หายวับไปเลย
คืนนั้นพอเล่นดนตรีเสร็จก็ต้องรีบกลับบ้าน อยู่รากงอกไม่ได้ เพราะยังไม่ได้เขียนบทความชิ้นนี้ ต้องส่งต้นฉบับในวันรุ่งขึ้น กลับมานั่งหน้าคอมพ์อยู่เป็นนานก็ไม่มีอะไรแวบขึ้นมาในสมองเลย ก็เลยเปิด I tune ไปที่ไฟล์รวมผลงานของตัวเองฟังเป็นบรรยากาศ เผื่อจะเกิดไอเดียอะไรขึ้นมาบ้าง เพลงแรกคือเพลง "เติมใจให้กัน" ที่นำมาทำเป็นเพลงบรรเลงอยู่ในอัลบั้ม “How I Love You” เรื่องราวความเป็นมาของเพลงในอดีตก็โลดแล่นขึ้นมาในสมอง
ผมก็เลยได้ความคิดว่าจะนำเพลงที่เป็นที่รู้จักกันดีมาเล่าเบื้องหลังความเป็นมา บวกกับสาระเรื่องการรักษาลิขสิทธิ์ในบทเพลงต่างๆ มาให้อ่านกัน ก็น่าจะเป็นประโยชน์กับท่านผู้อ่านบ้างไม่มากก็น้อย...
แต่คงต้องไปเริ่มกันคอลัมน์หน้านะครับ เพราะฉบับนี้ไม่มีเนื้อที่เหลือพอให้เขียนแล้วครับ
"จิรพรรณ อังศวานนท์"



