
คมเคียวคมปากกา-ไอดินกลิ่นดาว
ปลายฤดูฝนที่ผ่านมา กระท่อมน้อยในหลืบเขาของคอลัมนิสต์ลูกทุ่งมีโอกาสต้อนรับทีมงานสารคดี ไอดินกลิ่นดาว จากทรูวิชั่นส์ เขาตระเวนสัมภาษณ์นักเพลงลูกทุ่งหลายคน มุ่งหมายทำสารคดีว่าด้วยความเป็นมาเป็นไปของเพลงลูกทุ่ง เป็นซีรีส์ยาวกว่าสิบตอน บอกว่าเพิ่งได้สัมภาษณ
ดูท่าทีเขามีการเตรียมเนื้อหารัดกุม เช่นส่งคำถามมาให้ผมทำการบ้านล่วงหน้า (แต่พอคุยสัมภาษณ์จริงก็อาจจะไหลไปตามอารมณ์บ้าง) หลายคำถามน่าสนใจ ขอยกตัวอย่าง
ถาม เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่อะไรในสังคม
ตอบ เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่หลายอย่าง ทั้งบันทึกภาพชีวิตชนบทฤดูกาล บันทึกสภาพสังคม สะท้อนความเป็นจริงในสังคมที่มีชนชั้น และก็สื่อสารอารมณ์มนุษย์ปุถุชน รัก โศก สุข เศร้า เคล้าเสียงหัวเราะ
ขยายความคำตอบ ในเรื่องบันทึกชีวิตชนบทฤดูกาล เช่น “ย่างเดือนสิบเอ็ดน้ำเริ่มไหลนอง พอเดือนสิบสองน้ำที่นองก็เริ่มจะทรง ครั้นถึงเดือนยี่น้ำก็รี่ไหลลงไหลลง ตกเดือนสามแล้วน้ำก็คงแห้งขอดตลอดลำคลอง” เพลงนี้กินความไปห้าเดือนแล้ว จากนั้นต่อด้วยเพลง เดือนสี่รักเศร้า รักแล้งเดือนห้า จำปาลืมต้น ฝนเดือนหก น้ำค้างเดือนเจ็ด ส่วนเดือนสิบนั้นก็ต้องลูกทุ่งภาคใต้ที่พูดถึงงานเดือนสิบที่เมืองนครศรีธรรมราช
เพลงบ้านนาสัญญารัก ของ นิยม มารยาท สะท้อนภาพชีวิตกับฤดูกาลไว้ชัดเจนน่ารัก “ถึงหน้านาทำนา หน้าแล้งน้องจ๋าพี่จะค้าน้ำตาล ขอแต่เพียงได้เห็นหน้า ยามพี่เหนื่อยมา เห็นหน้าหายพลัน”คนบ้านนอกฟังเพลงนี้แล้วมีแรงทำงาน และมีแรงรัก...นี่คือพลังของศิลปะที่ส่งผลต่อชีวิต เพลงลูกทุ่งจึงมีคุณค่าตราตรึงใจคน
ขยายความต่อมา เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่บันทึกสภาพสังคม
คำตอบข้อนี้ชัดเจนที่สุดคือเพลงของสุรพล สมบัติเจริญ ว่าด้วยเรื่องของนุ่งกระโปรงสั้น การเสริมทรวงอก (เพลงเสียเส้น, ของปลอม) เรื่องของน้ำท่วม ฝนแล้ง ไฟไหม้ เรื่องของ ตชด., นปข., ลาน้องไปเวียดนาม ไปเกาหลี เรื่องของการโฆษณาสินค้า (เพลงเสียเส้น) เรื่องเศรษฐกิจ (คนไทยร้อยเปอร์เซ็นต์ ของ ก้อง กาจกำแหง) เรื่องของเมียเช่า ก็มีมากมายหลายเพลง ไปจนถึงเรื่องโสเภณี เช่นเพลงน้ำตาชายเหนือ คุณนายโรงแรม ฯลฯ
“ฯลฯ” แหละคือคำตอบที่รวมความได้มากที่สุด สำหรับกรณีเพลงลูกทุ่งสะท้อนภาพสังคม มีวิทยานิพนธ์หลายเล่มรวบรวมค้นคว้าวิจัยเรื่องนี้ไว้ หาดูได้ที่ห้องสมุดจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ มศว ประสานมิตร และที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม
คำตอบต่อมา เพลงลูกทุ่งทำหน้าที่สะท้อนสังคมชนชั้น คนรวยคนจน
ข้อนี้เนื่องมาจากเพลงลูกทุ่งมีรากเหง้าฝังลึกจากยุคเพลงชีวิต ตั้งแต่ราวๆ สงครามโลกครั้งที่สองเป็นต้นมา นำพาโดย แสงนภา บุญราศรี ต่อมาถึงรุ่น เสน่ห์ โกมารชุน, ไพบูลย์ บุตรขัน, คำรณ สัมบุณณานนท์, ชาญ เย็นแข, ป.ชื่นประโยชน์ ฯลฯ
ตัวอย่างเพลงคือ สามล้อแค้น, ตาสีกำสรวล, กลิ่นโคลนสาบควาย, ชีวิตบ้านนา
เพลงชีวิตส่งแรงบันดาลใจสืบเนื่องถึงนักเพลงรุ่นเพลงลูกทุ่งรุ่นต่อมา เช่น สรวง สันติ (มันบ่แน่ดอกนาย) กานท์ การุณวงศ์ (เสียเส้น) เพลิน พรหมแดน (คนไม่มีดาว) ชวนชัย ฉิมพะวงษ์ (จักรยานคนจน) ฯลฯ
ถึงยุคปัจจุบัน เพลงลูกทุ่งยังมีหลังพิงกับชนชั้นรากหญ้าตามความเป็นจริงของสังคมบวกการตลาด เช่นเพลงยาใจคนจน (สลา คุณวุฒิ) มาจนถึงเพลงรุ่น คนบ้านเดียวกัน (วสุ ห้าวหาญ)
นี่คือคุณค่าอันทำให้เพลงลูกทุ่งมีกระดูกสันหลัง ไม่อ่อนยวบเหลวไหลไปตามกระแสผันผวน และอยู่ยงคงกระพัน หากนับเนื่องจากยุคเพลงชีวิต ก็เจ็ดสิบปีแล้ว...ไม่ธรรมดา
วัฒน์ วรรลยางกูร



