บันเทิง

ถอดรหัสใจ"บี"พีระพัฒน์ก้าวที่2ในฐานะ"นักร้องเดี่ยว"

ถอดรหัสใจ"บี"พีระพัฒน์ก้าวที่2ในฐานะ"นักร้องเดี่ยว"

18 ธ.ค. 2552

แม้ว่าจะเลิกราเดินออกมาเป็นนักร้องเดี่ยวเต็มตัวกับสังกัด "วอร์นเนอร์ มิวสิค" ได้พักใหญ่แต่ไม่วายที่ "บี" พีระพัฒน์ เถรว่อง อดีตนักร้องนำวงเครสเชนโด

จะถูกนำผลงานไปเปรียบเทียบกับงานเพลงชุดเก่าในอดีตเมื่อครั้งเป็นวง วันนี้ในโอกาสที่นักร้องหนุ่ม คลอดอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 "Medium Rare" เลยขอถามไถ่ถอดรหัสความรู้สึกภายในของผู้ชายคนนี้กันอีกครั้ง

อัลบั้มชุดนี้แตกต่างจากชุดแรกอย่างไร

แตกต่างเยอะเลยชุดนี้ผมอยากให้คนสนุกกับเพลงที่ผมนำเสนอ เพราะได้เพิ่มชีวิตชีวา ความกระฉับกระเฉงลงไป ชุดที่แล้วที่อาจจะหวานๆ โรแมนติก เปรียบเทียบเหมือนไว้ฟังก่อนนอน ชุดนี้อยากให้ฟังตอนตื่น ตื่นขึ้นมาแล้วเปิด เหมือนเติมความกระฉับกระเฉงก่อนไปทำงาน ก็เลยเอาดนตรีร็อกเข้ามาช่วยเพิ่มสีสัน

ร็อกเลยเหรอร็อกขนาดไหน

ขนาดที่ว่าบางคนบอกไม่ชอบชุดนี้ชอบชุดที่แล้วมากกว่า (หัวเราะ) จริงๆซาวนด์ดนตรีไม่ได้เปลี่ยน จะเป็นการเพิ่มเข้าไปมากกว่า ดนตรีแบบเดิมก็ยังอยู่ แล้วก็เพิ่มกลิ่นอายร็อกเข้าไป

ทำไมถึงอยากเอาดนตรีร็อกใส่ลงไปด้วย

มันมาจากการที่ผมไปเล่นสดเพลงชุดที่แล้วเวลาไปเล่นจริงบางเพลงเราก็ต้องปรับให้สนุกขึ้น ใส่ดนตรีร็อกเข้าไป ชุดนี้ก็เลยใส่ไปเลย เวลาไปเล่นสดจะได้เล่นได้เต็มที่

ได้ใครมาร่วมทำงานให้บ้าง

หลายคนมาช่วยโอ๊ต สตรีทฟังก์โรลเลอร์ ปั๊ม อพาร์ตเมนต์คุณป้า โอ เจ็ทเซ็ทเตอร์ หนึ่ง จักรวาร ก้อ กรู๊ฟไรเดอร์ส "บอย" ตรัย ภูมิรัตน โซ่ อีทีซี และอีกหลายคน ซึ่งการรวมเอานักดนตรีมืออาชีพมาทำงานด้วยกัน ก็เป็นความยากอีกอย่างหนึ่งในการทำงานอัลบั้มนี้เลย

ชุดนี้เหมือนเน้นในภาคดนตรีเป็นเพราะชุดที่แล้วถูกมองว่าดนตรีเบาไปหรือไม่

ผมไม่รู้จะตอบเรื่องนี้ยังไงมันเหมือนนานาจิตตังมากๆ เลย ยกตัวอย่างให้ฟัง อาชีพผมเปรียบเหมือนดีไซเนอร์ ผมออกแบบเสื้อผ้ามา เสื้อผ้า คอลเลกชั่นนี้ คุณชอบมาก ซื้อไปใส่ พออีกฤดูหนึ่งผมออกคอลเลกชั่นใหม่มา คุณบอกว่าชอบคอลเลกชั่นที่แล้วมากกว่า แต่ในฐานะดีไซเนอร์ คุณไม่สามารถออกแบบซ้ำได้น่ะ คุณจะเอาแบบเดิมที่เคยออกไปแล้วมาทำใหม่ได้อีกเหรอ มันไม่ได้ มันไม่ใช่คนที่ใช้สมองทำงาน ผมก็ต้องคิดเปลี่ยนไป มันเป็นการทำงานของเรา เรานำคน ไม่ใช่ให้คนนำเรา ผมฟังคนฟังนะ แต่ไม่ใช่ให้มากำหนดทิศทาง

ผ่านมาชุดที่2 แล้ว ก็ยังถูกเปรียบเทียบกับเมื่อครั้งเป็นวงอยู่

ชุดที่แล้วก็มีกระทู้หลายอันบอกว่าชอบผมเป็นวงมากกว่า พอมาทำอัลบั้มเดี่ยวชุดที่ 2 ก็มาบอกอีกว่าชอบอัลบั้มชุดที่แล้วมากกว่า มันก็ไม่รู้จะอะไรยังไง แต่ก็จะมีบางส่วน บอกว่างานชุดนี้ดีมาก ผมก็เลยมองว่าเป็นเรื่องของนานาจิตตัง ผมไม่สามารถทำให้ทุกคนชอบเหมือนกันได้หมด ในทางกลับกัน ถ้าผมทำซ้ำของเก่าก็จะถูกมองอีกว่าไม่มีปัญญาทำอะไรใหม่ ซึ่งจริงๆ ผมก็ไม่ชอบทำซ้ำ ผมชอบที่จะเดินไปข้างหน้า

อย่างตอนที่ผมทำเพลงความจริงในใจพอมันประสบความสำเร็จ มาทำอัลบั้มชุดที่ 2 ในบอร์ดที่ประชุมก็ขอเลยว่าอยากให้ทำเพลงแบบนั้นอีก แล้วพวกผมจะทำ ทำไม มันมีอยู่แล้ว จนทำใหม่มาเป็นดินแดนแห่งความรัก ก็ประสบความสำเร็จ พอผมมาทำอัลบั้มเดี่ยว ก็อยากให้ผมทำเพลงแบบดินแดนแห่งความรักอีก เช่นเดียวกันแล้วผมจะทำ ทำไม พอไม่ทำ เพลงอย่างพูดตรงๆ ก็ประสบความสำเร็จ

อัลบั้มที่แล้วเรื่องการร้องเหมือนจะถูกมองว่าโชว์เทคนิคมากไป

เรื่องร้องก็เหมือนกันผมก็ไม่แน่ใจว่าเยอะไป หรือน้อยไป ผมรู้ว่าอารมณ์เพลงพาไปให้ถึงตรงนั้น ผมก็ต้องทำไปให้ถึง สำหรับผมเทคนิคมันมารองรับอารมณ์ ผมไม่ได้คิดว่าพอร้องตรงนี้จะต้องใช้เทคนิคนั้น เทคนิคนี้

แล้วชุดนี้การร้องเป็นอย่างไรต้องมาร้องร็อกด้วย

ก็ต้องมีสำเนียงแบบร็อกอยู่ในการร้องซึ่งในเรื่องการร้องผมว่ามันใกล้เคียงกันอยู่แล้ว แต่คนเราไปคิด ไปแบ่งเองว่าแบบนั้นเป็นอาร์แอนด์บี แบบนี้เป็นร็อก แบบนี้เป็นโซล จริงๆ มันมาจากที่เดียวกัน ถ้าคุณเคยศึกษาวัฒนธรรมดนตรี บลูส์คือต้นกำเนิดดนตรีทุกแนว ร็อกในสมัยก่อนเขาเรียกรึธึ่มแอนด์บลูส์ อาร์แอนด์บีสมัยก่อนมันคือร็อก บลูส์ที่มีรึธึ่มก็คือร็อก แล้วถึงมีคนกำหนดคำว่าร็อกแอนด์โรลล์ขึ้นมาภายหลัง ทั้งที่มันมาจากต้นกำเนิดเดียวกัน

คิดว่าการที่คนยึดติดภาพเดิมๆมีข้อดี-ข้อเสีย อย่างไร

ผมว่ามีทั้ง2 ด้าน ข้อดีก็เหมือนสินค้าที่คนรู้อยู่แล้วว่าซื้อไปแล้วได้อะไร ข้อเสียก็คือถ้าเราเปลี่ยน หรือเพิ่มคุณค่าอะไรเข้าไปใหม่ๆ คนก็จะงง เกิดการเปรียบเทียบ แต่ทั้งนี้เราทำงานศิลปะ เราไม่ได้ขายยาสีฟัน งานศิลปะมันก็ต้องเป็นการคิดค้น การสร้างขึ้นมาใหม่ สำหรับผม ผมรู้สึกเฉยๆ กับเรื่องพวกนี้ เมื่อก่อนคิดมาก น้อยใจ ทำอะไรใหม่ๆ ก็ไม่ชอบ แต่เมื่อกาลเวลาผ่านไป ก็บอกตัวเองได้ว่าเดี๋ยวคนเขาก็ชอบ ถ้าเราตั้งใจทำมันออกมา

วันนี้คิดว่าภาพการเป็นนักร้องเดี่ยวของบีชัดหรือยัง

ถามผมก็ไม่รู้จะตอบอย่างไรผมไม่รู้จริงๆ สำหรับผม ต้องถามคนฟัง ผมเองพยายามเชื่อในตัวผม ผมเป็นดีไซเนอร์ที่จะเซตเทรนด์แฟชั่นเสื้อผ้าของผมเอง ไม่ใช่ให้ตลาดมาบอกว่าสีนี้มาแรงแล้วผมต้องทำสีนี้ออกมา

อะไรที่อยากจะให้คนฟังรับรู้

สิ่งที่อยากให้คนรับรู้มากที่สุดคือผมตั้งใจทำทุกอย่าง ไม่เคยขี้โกงคนฟัง ว่าแค่นี้พอแล้ว มีแต่จะดีกว่านี้ได้อีกไหม

วันนี้อยากให้คนมอง"บี" พีระพัฒน์ อย่างไร

ผมเป็นนักร้องคนหนึ่งที่สร้างงานเองผมพยายามทำอะไรหลายๆ อย่าง ผมไม่ชอบอยู่กับสิ่งเดิมๆ ชอบทำอะไรใหม่ๆ ผมจะไม่รอให้คนฟังเบื่อผม ผมสนุกกับการทำงาน ผมชอบเป็นแบบนี้ แล้วผมก็เป็นคนที่ทำงานตรงนี้มานานแล้วด้วย บางคนอาจจะเพิ่งรู้จัก แต่ผมทำตรงนี้มา 12 ปีแล้ว และไม่เคยทำอาชีพอื่นๆ ด้วย

และนี่แหละ...ในใจณ วันนี้ ของนักร้องหนุ่มตัวเล็กใจใหญ่...