บันเทิง

คมเคียวคมปากกา  - ในความดูแลของเพลงโลก

คมเคียวคมปากกา - ในความดูแลของเพลงโลก

18 ธ.ค. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑๕ ธันวาคม ๒๕๕๒ แรม ๑๓ ค่ำ เดือนอ้าย (ฤดูหนาวเดี๋ยวร้ายเดี๋ยวดี)

  ศุกร์ก่อนเขียน “มนต์รักวณิพก”  ที่หน้าโรงเตี๊ยมสกายไฮ  ถนนราชดำเนิน  เล่าความรู้สึกตื้นตันใจที่ได้ฟังหมอแคนชายตาบอด  กับหมอลำหญิงบนทางเท้าในเมืองหลวง  ผู้มีอดีตเป็นนางเอกหมอลำจากหมู่บ้านในภาคอีสาน  งานนี้แม้ เนาวรัตน์  พงษ์ไพบูลย์ ผู้ร่วมวงค่ำคืนนั้นด้วย  ก็เขียนเรื่อง “ใครเล่าจะดูแล” ในพื้นที่ประจำของ มติชนสุดสัปดาห์ ประมาณต้นเดือนที่ผ่านมา  โดยตอนหนึ่งยกถ้อยคำจากหนัง “๒๐๑๒  วันสิ้นโลก” มาโปรยไว้ 

 “ถ้าเราไม่ดูแลกันและกัน  สิ่งที่เราจะต้องสูญเสียก็คือ  ความเป็นมนุษย์”
 ยังไม่ได้ดูหนังเรื่องนี้ดอกครับ  แต่รู้สึกร่วมกับถ้อยคำนี้ทีเดียว  อันว่า “ความเป็นมนุษย์” ที่เรารักนักหนานั้น  กำลังถูกมือ “ความเป็นยักษ์มาร”  ทั้งขย้ำ  ขยี้  เขย่า  กระชากชิง  ลักขโมย  แย่งยื้อ  รื้อดึง  หลอกล่อ  ฉกฉวย  สารพัดวิธี  จนคนจำนวนไม่น้อยในยุคใกล้วันสิ้นโลกนี้แทบไม่มี “ความเป็นมนุษย์” เหลืออยู่เลย  ความตกต่ำเซาะทำลายทุกความเจริญสูงส่ง  ความพ่ายแพ้ซุกซ่อนอยู่ในแทบจะทุกชัยชนะ  ความเสื่อมโทรมก่อสนิมร้ายกัดกร่อนถ้วนความเป็นสัตว์ประเสริฐ

 ครับ  อาจมองโลกในแง่ร้ายไปบ้าง  แต่ก็ลองชั่งใจดูเถอะ หลายต่อหลายสัดส่วนสังคมโลกกำลังระส่ำระสาย  ผู้คนเริ่มสะกดคำเหล่านี้ไม่ได้  หรือสะกดได้แต่สะกดผิดๆ ถูกๆ ตามอำนาจอัตตามหากิเลส  อาทิ  คุณธรรม จริยธรรม มโนธรรม มนุษยธรรม สามัญสำนึก ความละอายแก่ใจ ความเกรงกลัวต่อบาป ความดี ความงาม ความจริง  ความเหมาะ ความควร ความพอดี ฯลฯ

 กลายเป็นว่าใครสะกดถูกหรือพูดถึงคำพวกนี้บ่อย  อาจถูกมองว่าโง่  เชย  ล้าหลัง  ไม่ทันโลกไปเสียนี่  อย่างบางคนไปนั่งอยู่ใต้ร่มธงชาติอื่นเพื่อเล่นละครการเมืองทำร้ายชาติตัวเอง  เราอับอายแทบตาย  แต่มันดูไม่รู้สึกอับอายอะไรเลย  แถมบางคนยังจะยกย่องมันเป็นวีรบุรุษเสียอีก

 เวร...ครับ...เวร!
 ครับ  การได้ฟังเพลงจากวณิพกริมทางกลางเมืองหลวง  ช่วยชำระสะสางจิตใจได้ไม่น้อย  คนเราเห็นกันแค่ภายนอกหาพอไม่  ยังต้องเห็นถึงภายในและ “สมรรถนะของความเป็นมนุษย์” อีกหลายสัดส่วน  คนโซคนมอซออาจมี “ความเป็นมนุษย์” สูงส่งกว่าคนโก้หรูดูดีเสียอีก  เรื่องนี้มีเหตุผลพิสูจน์ได้มาทุกยุคทุกสมัย  ไม่เชื่อ...ลองไปถอดสูทปลดเนกไทนักการเมืองบางคนออกดู  เราอาจพบว่ามีขี้เรื้อนขึ้นทั้งตัวและหัวใจก็เป็นได้  (๕๕๕  ขำเศร้าเสียจริง)   

 ไม่กี่วันมานี้  ได้เข้ากรุงเทพฯ อีก  ลงรถไฟตอนเช้า  เดินไปเปิด โรงแรมศรีกรุง ใกล้หัวลำโพง  โรงแรมนี้เข้าพักบ่อย  พักแล้วชอบทีเดียว  บนหัวเตียงมี "พระไตรปิฎก  ฉบับประชาชน" วางไว้ให้อ่านด้วย  ผู้ชักนำให้รู้จักและผูกพันคือ อิวากิ  ยูจิโร  อาจารย์นักแปลจากแดนอาทิตย์อุทัย  ผู้รักเมืองไทย  รักคนไทย  และรักวรรณกรรมไทย  อาจารย์เหนียวแน่นกับโรงแรมนี้มาก  นอกจากเลือกโรงแรมเดิม  ยังมักเลือกจองห้องเดิมเสมอ  เสียดายงวดนี้อาจารย์เพิ่งกลับญี่ปุ่นไปก่อนหน้าไม่กี่วัน  ไม่อย่างนั้นคงได้ “ดวลสาเก” หรือไม่ก็ “เทรีเจนซี่” กันสักโบกสองโบก

 เปิดห้องพักแล้ว  เดินไปหาอาหารเช้ากินแถวนั้น  พบร้านรถเข็นเกาเหลาเลือดหมูเจ้าหนึ่ง  นั่งกินสบายๆ  ผู้คนหนาแน่นพอสมควร  เจ้าของเปิดเพลงเสียงแบบลูกกรุงเก่าๆ  จำไม่ได้ว่าเสียงใคร  ไม่ใช่ ชรินทร์ หรือ ธานินทร์  แต่มีเพลง “โลกนี้คือละคร” ให้ความสุขแก่ผม

 "โลกนี้ยิ่งดูยิ่งดูยอกย้อน  เปรียบเหมือนละคร  ถึงบทเมื่อตอนเร้าใจ  บทบาทลีลาแตกต่างกันไป  ถึงสูงเพียงใด  ต่างจบลงไปเหมือนกัน...เกิดมาต้องตายร่างกายผุพัง  ผู้คนเขาชัง  คิดยิ่งระวังไหวหวั่น  ต่างเกิดกันมาร่วมโลกเดียวกัน  ถือผิวชังพันธุ์  บ้างเหยียดหยามกันเหลือเกิน...โลกนี้คือละคร  บทบาทบางตอน  ชีวิตยอกย้อนยับเยิน  ชีวิตบางคนรุ่งเรืองจำเริญ  แสนเพลินเหมือนเดินอยู่บนหนทางวิมาน...โลกนี้ยิ่งดูยิ่งดูเศร้าใจ  ชั่วชีวิตวัย  หมุนเปลี่ยนผันไปเหมือนม่าน  ปิดฉากเรืองรองผุดผ่องตระการ  ครั้นแล้วไม่นาน  เปิดผ่านเป็นความเศร้าใจ"                     

 โอ...ครูไพบูลย์  บุตรขัน  ขอบพระคุณท่านมากครับ  ท่านประพันธ์เพลงได้ยอดเยี่ยมเสียเหลือเกิน  อยากล่วงรู้จังเลย  ท่านใช้พรพิเศษเพียงใดจากหัวใจดวงน้อยของมนุษย์  ขับพลังเนรมิตสัจจะชีวิตขึ้นมาเป็นเพลงเอกได้เช่นนั้น  ฟังแล้วซาบซึ้งมากครับ  กี่ครั้งต่อกี่ครั้งก็ยังไม่เสื่อมคลายจากใจ  ยิ่งฟังจากร้านอาหารบนทางเท้า  ยิ่งชวนให้ตระหนักในละครแห่งชีวิตจริง  อย่างไรก็ขออนุญาตขอบคุณเจ้าของร้านเกาเหลาเลือดหมู  ผู้นิยมเพลงเก่าๆ  ด้วยนะครับ

 รวมทั้งขอขอบคุณมวลเพลงของโลก  ที่ดูแลเลี้ยงดูอารมณ์ความรู้สึกเสมอมา!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"