
มองนอกดูใน - ผู้หญิงกับหนทางสู่ความเป็นพุทธสาวิกา
บนเครื่องบินเที่ยวกลับ ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังพลิกสูจิบัตรของงานไปทีละหน้า ก็พบกับข้อความสั้นๆ ที่ว่า
“เมื่อบุคคลใดได้ตั้งใจสาธยายพระไตรปิฎกย่อมก่อให้เกิดบุญและอานิสงส์มากมายหาประมาณมิได้”
ข้าพเจ้าเชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า คนไทยทุกคนที่เป็นส่วนหนึ่งของงานนี้ มีเจตนารมณ์ตรงกันว่า
“บุญกุศลที่ยิ่งใหญ่อันพึงจะเกิดขึ้นในครั้งนี้ ขอน้อมถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว”
เมื่อค่ำของวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ข้าพเจ้าได้เดินทางกลับถึงประเทศไทยด้วยหัวใจที่เบิกบานด้วยธรรม
ด้วยว่าเวลากว่า 1 สัปดาห์ที่ผ่านมานั้นหมดไปกับการใช้เวลาในการเป็นหนึ่งใน การสาธยายพระไตรปิฎกของชาวพุทธนานาชาติ ครั้งที่ 5 ณ บริเวณใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ เมืองพุทธคยา ประเทศอินเดีย อันเป็นสถานที่ตรัสรู้ของพระพุทธองค์
เป็นเวลากว่า 700 ปีมาแล้วที่ไม่เคยมีการรวมตัวกันของคณะสงฆ์ในเถรวาทจากหลากหลายประเทศ ณ ใต้ต้นพระศรีมหาโพธิ์ ประเทศอินเดีย เพื่อสาธยายพระไตรปิฎกร่วมกัน
บรรยากาศในวันนั้นของเมื่อ 700 ปีที่ผ่านมา...คงไม่มีใครสามารถบรรยายให้ฟังได้ว่าเป็นเช่นไร ทว่าสำหรับการสาธยายพระไตรปิฎกใน 700 ปีให้หลัง สิ่งที่ข้าพเจ้าสัมผัสได้ด้วยตาของตนเองคือ ความมืดฟ้ามัวดินที่เกิดจากพุทธบริษัทจำนวนมหาศาล และเหล่าภิกษุสงฆ์จากนานาชาติ อันประกอบด้วยบังกลาเทศ กัมพูชา อินเดีย ลาว พม่า เนปาล ศรีลังกา ไทย และสังฆมณฑลเถรวาทอื่นๆ ทั่วพุทธคยา มารวมตัวกัน ในการสาธยายพระไตรปิฎกนานาชาติเป็นภาษาบาลี ที่ทำให้เห็นถึงความศรัทธาอันแรงกล้า รวมทั้งความสมัครสมานสามัคคีในการร่วมเป็นหนึ่งในมหากุศลในครั้งนี้
และในวันที่ 8 ธันวาคม ซึ่งข้าพเจ้าได้มีโอกาสเป็นตัวแทนนักบวชหญิงชาวพุทธที่ได้แสดงปาฐกถาธรรมเรื่อง ‘ผู้หญิงกับหนทางสู่ความเป็นพุทธสาวิกา’ นั้น ก็ได้รับความสนใจจากผู้เข้าร่วมงานเป็นอย่างยิ่ง โดยข้าพเจ้าได้ใช้โอกาสนี้นำเสนอถึงที่มาของพุทธสาวิกา และการศึกษาชีวิตของพุทธสาวิกาครั้งพุทธกาลหลายท่าน ซึ่งเป็นแบบอย่างที่ดีของสตรีในการเรียนรู้ชีวิตและนำบทเรียนต่างๆ มาพัฒนาตน รวมถึงการเน้นย้ำถึงสิ่งที่พระพุทธองค์ตรัสเกี่ยวกับการรู้เห็นธรรมในพระพุทธศาสนาว่า ไม่จำกัดเพศทั้งบุรุษและสตรี ยกตัวอย่างเช่น
เมื่อพระพุทธเจ้าทรงลาพระประยูรญาติแล้วพาพระสาวกไปประทับที่กูฏาคารศาลา ในป่ามหาวัน เขตเมืองเวสาลี แคว้นวัชชี ก่อนเสด็จพุทธดำเนินต่อไปยังแคว้นโกศลนั้น พระนางมหาปชาบดีกับเจ้าหญิงศากยะจำนวนหนึ่ง ได้พร้อมพระทัยกันให้กัลบก (ช่างตัดผม) ปลงพระเกศาแล้วทรงครองผ้ากาสาวพัสตร์ จากนั้นจึงเสด็จดำเนินด้วยพระบาทเปล่าไปยังเมืองเวสาลี การเสด็จดำเนินทางไกลด้วยพระบาทเปล่าเช่นนั้น ทำให้พระนางมหาปชาบดีและเจ้าหญิงศากยะเจ็บระบมพระบาท พระวรกายต้องฝุ่นสกปรก พระอานนท์เห็นพระนางมหาปชาบดีประทับยืนกันแสงอยู่หน้าซุ้มประตูกูฏาคารศาลา อันเป็นที่ประทับของพระพุทธเจ้าจึงเข้าไปทูลถามถึงเหตุผล เมื่อได้ทราบพระประสงค์เรื่องการขอออกบวชแล้ว ท่านจึงรับอาสาเข้าไปกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาเหมือนอย่างบุรุษ พระพุทธเจ้าทรงปฏิเสธคำทูลขอของท่านเหมือนอย่างที่ทรงเคยปฏิเสธคำทูลขอของพระนางมหาปชาบดีว่า “อย่าเลย อานนท์ เธออย่าพอใจให้สตรีออกบวชในธรรมวินัยที่ตถาคตประกาศแล้วเลย”
พระอานนท์ได้ทูลถามพระพุทธเจ้าว่า “หากสตรีออกบวชแล้วสามารถบรรลุมรรคผลได้หรือไม่” เมื่อพระพุทธเจ้าตรัสตอบว่า “สามารถบรรลุได้” จึงกราบทูลขอให้พระพุทธเจ้าทรงอนุญาตให้สตรีโดยเฉพาะพระนางมหาปชาบดีได้ออกบวชในพระพุทธศาสนาได้อย่างบุรุษบ้าง และพระพุทธองค์ยังเคยตรัสไว้อีกว่า “...ตราบใดที่ภิกษุ...ภิกษุณี...อุบาสก...อุบาสิกา ผู้เป็นสาวกของเรายังไม่เฉียบแหลม ไม่ได้รับคำแนะนำ ไม่แกล้วกล้า ไม่เป็นพหูสูต ไม่ทรงธรรม ไม่ปฏิบัติธรรมสมควรแก่ธรรม ไม่ปฏิบัติชอบ ไม่ประพฤติตามธรรม เรียนกับอาจารย์ของตนแล้วยังบอก แสดง ปฏิบัติ เปิดเผย จำแนก ทำให้ง่ายไม่ได้ ยังแสดงธรรมที่มีปาฏิหาริย์ ข่มขี่คำกล่าวให้ร้ายให้เรียบร้อย โดยชอบธรรมไม่ได้ ตราบนั้น เราจักไม่ปรินิพพาน”
นอกจากนี้ ข้าพเจ้ายังได้มีโอกาสนำเสนอการเผยแผ่พระธรรมในหัวข้อ ‘ปฏิจจสมุปบาท’ และ ‘อิทัปปัจจยตา’ ในรูปแบบของสื่อทางธรรมอันทันสมัยเพื่อเชื่อมโยงธรรมะกับโลกปัจจุบันด้วยการทำงานอาสาสมัครเยาวชน…
อันเน้นย้ำถึงความทันสมัยที่ไม่จำกัดกาลแห่งพระธรรมอีกด้วย
"ธรรมสวัสดี"



