บันเทิง

คมเคียวคมปากกา- มนต์รักวณิพก

คมเคียวคมปากกา- มนต์รักวณิพก

11 ธ.ค. 2552

เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๘ ธันวาคม ๒๕๕๒ แรม ๖ ค่ำ เดือนอ้าย (เตรียมส่งท้ายปีเก่า)

 ตะลอนเหนือใต้ออกตก เก็บตกรูปและเรื่องเล็กๆ น้อยๆ มาฝากเท่าที่พอมีพอเป็น ทั้งประเภทดูหนัง ฟังเพลง อ่านหนังสือ พบเพื่อน กินดื่ม ท่องเที่ยวเทียวไป

 กรุงเทพฯ นี่ตัดกันไม่ขาด แม้จะนานๆ ครั้ง แต่ทุกครั้งได้เรื่องทุกที พบเพื่อนพ้องน้องพี่ที่ยังอยู่ในเมืองใหญ่ๆ มีหัวข้อให้ขบคิด เพื่อหวนกลับไปทบทวนยังเมืองเล็กๆ

 ไม่น่าเชื่อก็ต้องเชื่อ หมู่นี้หลายโรงเตี๊ยมที่คุ้นเคยกลายเป็นที่แปลกหน้า ไม่ว่าจะเป็นร้านอาหารอีสานแถวประชาชื่น หรือร้านลาบแถวคันนายาว ทั้งที่ไม่ได้มีปัญหาอะไรกับเจ้าของร้าน ยังคงคิดถึงและเคารพนับถือเช่นเดิม เพียงแต่เมื่ออ่านสถานการณ์ทางสังคมการเมืองแต่ละคนแล้ว หลายอย่างก็ไม่น่าจะเหมือนเดิมโดยง่าย บางร้านกลายเป็นทางผ่านนัดพบของเหล่าเสือแปลกป่า แม้ไม่ติดใจ “แบ่งสี” แต่ “ท่าที” ที่แสดงออกจากเสรีภาพของแต่ละส่วนลึก อะไรๆ มันก็กลายเป็นเรื่องยากได้  ญาติพี่น้องก็ญาติพี่น้องเถอะ เผลอๆ บางที อาจตีปากกันได้ (๕๕๕)       

 ไม่เว้นแม้โรงเตี๊ยมริมถนนราชดำเนิน นี่ก็สุ่มเสี่ยง อาศัยเคยจรม้าแวะพักมาแล้วกว่ายี่สิบปี จึงอดไม่ได้ต้องแวะซด “ซุปเปอร์”  หรือ “ซุปตีนไก่” ุปตีนไก่)รี  ภาพเช่นนี้ผ่านตาเรามาไม่น้อย  อยรัให้หายเหนื่อยสักหน่อย เพียงแต่ต้องระวังคำพูดคำจาเรื่องการเมือง เพราะโต๊ะอื่น หรือแม้แต่พนักงานที่คุ้นเคย ก็อาจคิดขัดแย้ง

 เฮ้อ...มันวิบากกรรมอะไรกันของบ้านนี้เมืองนี้ และของเราๆ ท่านๆ กันแน่หนอ?
 อย่างไรก็ตาม ยังมีอยู่คืนหนึ่ง โรงเตี๊ยมริมถนนราชดำเนิน ได้ให้การต้อนรับคนจากต่างจังหวัดอย่างผม ด้วยบรรยากาศที่ดีเยี่ยม ชนิดไม่ประทับใจมิได้

 เรื่องของเรื่องก็คือ นัดเพื่อนกลุ่มหนึ่งไว้แถวสวนมะลิ แต่ติดธุระไปช้า พวกเขาจึงย้ายไปรอที่โรงเตี๊ยมสกายไฮ ตามไปทันพบเพื่อนก็เกือบเที่ยงคืนแล้ว แต่ละคนต่างโรยแรง ควรกลับไปพักผ่อนได้  ติดแต่เห็นใจคนที่ทิ้งร้างห่างวงไปนาน จึงใช้ก๊อกสองก๊อกสามอยู่ต่อแบบง่วงๆ

 และแล้ว ก้อนง่วงก็เหมือนต่างละลายไปจากสมอง เมื่อวณิพกชายหญิงวัยกลางคนคู่หนึ่ง ผ่านมายังโต๊ะบนทางเท้าที่พวกเรานั่งอยู่ ฝ่ายชายตาบอด เป่าแคน ฝ่ายหญิงตาดี ร้องเพลง และคอยรับเศษเงินจากเรา “ผู้ขอเพลง” โดยทั้งคู่เป็น “ผู้ขอเงิน” ด้วยการแสดงดนตรี ภาพเช่นนี้ผ่านตาเรามาไม่น้อย ส่วนใหญ่ขอฟังเพลงสองเพลง ให้เงินไปแล้วก็แล้วกันไป ต่างจากครั้งนี้ที่ควรเป็นเรื่องสั้น  กลับกลายเป็นเรื่องยาว กระทั่งแปรสภาพวณิพกแบบมอซอ ดูเปล่งปลั่งขึ้นมาด้วยความเป็นศิลปินผู้สามารถ เรายินดีให้นั่งร่วมโต๊ะ สั่งข้าวห่อให้ชุดหนึ่ง และเพื่อนคนหนึ่งถึงกับควักใบละพันให้ด้วยความเต็มใจ ทั้งที่ก่อนหน้านั้นก็ควักใบยี่สิบใบร้อยไปแล้วหลายใบ   
     
 เธอคือเพื่อนผู้เป็นสาวเปรี้ยวใสที่สุดของกลุ่ม สาวส้ม วิภาพรรณ หลายคนในวงการต่างรู้จักมักคุ้น เรื่องการให้เงินเช่นนี้ มิใช่มีเงินแล้วเที่ยวจ่ายไปอย่างไร้เหตุผล สิ่งนี้มีเหตุผลในตัวเอง 

 ทั้งมิใช่ตกเป็นเหยื่อกลวิธีของ “ผู้ขอเงิน” ทั้งหลาย แต่จากสิ่งที่เราพบ เราเห็น เราได้ยิน ล้วนมีความหมายที่ประมาณค่ามิได้ ด้วยมันคือชีวิต มันคือจิตใจ มันคือวัฒนธรรม งานนี้สาวส้มเองถึงขนาดออกไปรำฟ้อนด้วยอย่างสุดเหวี่ยง จนโต๊ะเรากลายเป็นโต๊ะสุดท้ายของร้าน

 หมอแคนตาบอด นุ่งกางเกงขาสั้น แต่สวมเสื้อเชิ้ตแขนยาวสีขาว เป่าแคนได้ทุกเพลง ทั้งแนวหมอลำ เพื่อชีวิต ลูกทุ่ง คล้ายเราจะได้ยินทั้ง “ฮักสาวขอนแก่น” “กุหลาบปากซัน” “ดวงจำปา” “สาวงามเมืองพิจิตร” “พบรักปากน้ำโพ”ส่วนที่ทำให้ข้างถนนหลังเที่ยงคืนตื่นฟื้นครื้นเครงขึ้นมาก็คือ เสียงขับร้องอันแจ่มใสของฝ่ายหญิง ผู้เดิมทีนุ่งซิ่นเคี้ยวหมากอยู่หยับๆ ครั้นคายชานหมากออก เสียงใสแจ๋วจากลูกคอก็ส่งนางให้ดูสวย เสมือนเป็นนางเอกหมอลำขึ้นมาจริงๆ

 ผมถึงกับขนลุกน้ำตาซึมอย่างมิอาจยับยั้ง ยิ่งเมื่อรู้ว่าทั้งคู่เคยเป็นศิลปินหมอลำมีชื่อจากหมู่บ้านในดินแดนมหาสารคาม ยิ่งจินตนาการถึงนิยายชีวิตที่คิดไม่ถึงอีกมาก ชีวิตเร่ร่อนวันนี้ล้วนมีอดีตรุ่งเรือง เสียงแคนและเสียงเพลงบ่งบอกให้รู้ ทั้งคู่เป็นของจริง ทั้งเป็นคู่ทุกข์คู่ยากรับส่งลูกกันได้ดี พูดจาดี แถมยังมีบทลำเฉพาะตัว เมื่อถามถึงหมอแคนตาบอด สมบัติ สิมหล้า เขาก็รู้จัก 

 เพื่อนคนหนึ่งถามหมอแคนเล่นๆ มองไม่เห็น รู้ได้อย่างไรว่าเมียสวย “จับดูก็รู้” คำตอบนี้เรียกเสียงหัวเราะแข่งเสียงรถยนต์ มิใช่หัวเราะดูถูกเหยียดหยาม หากเป็นหัวเราะเชิงมิตรภาพของคนมีอารมณ์ศิลปินร่วมกัน ชนิดที่ศิลปินอย่าง เนาว์ ทานตะวัน คม วังสะพุง หรือ นกน้อย ผิงดาว ยังต้องคารวะ ขอเลขโทรศัพท์วณิพกไว้ เผื่อมีโอกาสจะเชิญไปแสดงพลังชีวิตบนเวทีสังคม

 ครับ มีโอกาสจะเล่าบรรยากาศหน้าโรงเตี๊ยมแห่งนี้ต่อ!

"ไพวรินทร์ ขาวงาม"