
'ซันนี่' เลือกบรรเลงชีวิต ขอลิขิตด้วยตัวเอง
เปิดความในใจ "ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์" พระเอกที่ทิ้งยังไงก็ยังไม่หมดไปจากใจแฟนๆ
ทีมบันเทิง คมชัดลึก - ฮอตขึ้นหม้อจริงๆ สำหรับ "ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์" เพราะปีที่ผ่านมามีผลงานทั้งซีรีส์และภาพยนตร์ไม่ขาด ล่าสุดนักแสดงหนุ่มกำลังจะมีผลงานภาพยนตร์ร่วมกับ “เต๋อ” นวพล ธำรงรัตนฤทธิ์ อีกครั้ง โดยครั้งนี้ประกบคู่กับ “ออกแบบ” ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง ในภาพยนตร์เรื่อง “ฮาวทูทิ้ง...ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” โดยนักแสดงหนุ่มให้สัมภาษณ์ “บันเทิง คมชัดลึก” ถึงผลงานและแนวคิดบางอย่างซึ่งหลายคนอาจจะคิดไม่ถึงว่าเขาก็มีมุมแบบนี้
*** หนังล่าสุด ***
@@ บทบาทที่ได้รับในหนัง “ฮาวทูทิ้ง...ทิ้งอย่างไรไม่ให้เหลือเธอ” เป็นอย่างไร
ผมชอบการแสดง ก็ไปแคสบทปกติและรู้สึกว่าบทที่ดีมันไม่จำเป็นต้องฟิกเรื่องราวว่าจะต้องเจออะไร บทที่ดีมันเริ่มจากความเป็นคนในนั้น ผู้กำกับบอกผมว่าผมน่าจะเหมาะกับสิ่งๆ นี้ หนังมันพูดถึงความสัมพันธ์ เล่าถึงการพัฒนาความรู้สึกของคนและช่วงเวลาที่เราเคยอยู่กับคนคนหนึ่ง ซึ่งปัจจุบันเราไม่ได้อยู่กับคนคนนั้น จุดเริ่มต้นของเรื่องมันเริ่มจากการเก็บบ้าน พอเก็บสิ่งของจะเอาไปทิ้ง คือสิ่งของเหล่านั้นมันอยู่รอบตัวเรา เราไม่เคยสนใจ แต่พอเราเอาขึ้นมาดูกลับเชื่อมต่อกับคน มันมีเรื่องราว ตอนนี้อาจจะอยู่ที่เราแต่ก่อนหน้านี้อาจจะเป็นของคนอื่น แก่นของเรื่องคือทิ้งคนกับทิ้งของมันไม่เหมือนกัน ถามว่าถ่ายทำนานไหมจริงๆ การถ่ายทำภาพยนตร์ไม่นาน แต่การทำบทนาน แต่กว่าจะคลอดบทออกมาใช้เวลาเป็นปี
@@ เรื่องนี้ได้เล่นกับ “ออกแบบ” (ชุติมณฑน์ จึงเจริญสุขยิ่ง) เป็นครั้งแรก เป็นอย่างไรบ้าง
ดีนะ จริงๆ เขาเป็นคนที่มีความเป็นเด็กมาก เป็นเด็กมัธยมวัยใสเลยนะ และเขาเป็นคนที่มีความตั้งใจสูงมากๆ ยิ่งมาเจอผู้กำกับแบบนี้ซึ่งอธิบายอะไรก็ไม่รู้ คนที่ตั้งใจสูงก็จะรู้สึกว่าทำอะไรผิดหรือเปล่า ซึ่งจริงๆ เขาไม่ผิดเพราะเขาทำได้ดีมากอยู่แล้วเพียงแต่ผู้กำกับบอกไม่ได้ว่าเขาผิดอะไร ถามว่าผมสามารถเป็นตัวกลางคอยเชื่อมทั้งคู่ได้ไหม คือก่อนหน้านี้ผมเคยเจอนวพลมาแล้ว ตอนแรกผมก็เข้าใจเหมือนออกแบบนั่นแหละว่าเราทำอะไรผิด แต่ตอนนี้ผมเข้าใจ เข้าใจว่ามันถูกต้องทุกอย่าง เพียงแต่สิ่งที่เขาอยากได้ คือเขาไมได้ต้องแค่โอเค แต่เขาต้องการความเพอร์เฟกต์และปาฏิหาริย์ ต้องการโมเมนต์ด้วย คือเมจิกมันคือสิ่งที่เขาหาไม่ได้
@@ มาเจอ “เต๋อ” นวพล เป็นเรื่องที่ 3 แล้ว เป็นอย่างไรบ้าง
ถามว่าทำงานง่ายขึ้นไหม ง่ายตั้งแต่เรื่องแรกแล้ว คือผมเข้าใจเขา ตอนนี้รู้สึกสบายมากเราทำงานเข้าขากันมาก ผมรู้สึกดีใจทุกครั้งที่ได้มาร่วมงานกับเขา ถามว่าถ้าทำดีเขาชม ไหม เรียกว่าไม่มีทางเลยดีกว่า (หัวเราะ) เพราะเขาจะพูดแค่ 2 คำคือ อืม...ดี กับอืม...น่าจะมากขึ้นอีก ซึ่งผมผ่านเขามาแล้ว เราก็เลยเข้าใจ
@@ เรื่องนี้ต้องเปลี่ยนลุคไว้หนวดเครา ซึ่งเราไม่ค่อยเห็นซันนี่ในลุคนี้
คือเรื่องนี้มันต้องถ่าย 2 ช่วงเวลา คือช่วงวัยใส ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เราอยู่กับผู้หญิงคนนี้ กับอีกช่วงเวลาที่เราไปอยู่กับอีกคนหนึ่งก็เลยต้องเปลี่ยน ถามว่าขัดใจตัวเองไหม ไม่ขัดเลย คือตอนแรกผมไว้เครายาวกว่านี้แต่รู้สึกว่าตัวเองเหมือนนักบอลยูเออี รู้สึกเหมือนเป็นชาวตะวันออกกลางก็เลยเอาออกหน่อยดีกว่า (คนชมว่าดูดี ดูเซอร์) ผมดูดีอยู่แล้ว (ยิ้ม)
@@ คาดหวังยังไงกับหนังเรื่องนี้
ไม่เคยคาดหวัง เพราะนวพลทำหนัง ผมมีความสุขนะ แต่ถ้าจะหวังรายได้พันล้านมันไม่มีทางอยู่แล้ว ได้ 80 ล้านก็บุญแล้ว ไม่เหมือนตุ๊ดซี่ส์ที่เสนอความสนุกสนาน คนก็เลยแห่มาดูกัน เราก็เลยไม่รู้สึกกดดัน ถามว่าเคยคิดว่าจะได้เท่าไหร่คือผมเดาไม่ออกจริงๆ ยิ่งคนสมัยนี้ด้วย ก็ต้องแล้วแต่คนดูเลย จริงๆ เราทำหนังออกมาจะไปขอคนดูให้ไปดูหนังไทยกันเถอะมันก็คงไม่ได้ คือเขาจ่ายตังค์เราไปบังคับเขาไม่ได้
*** คำว่านักแสดง ***
@@ ตอนนี้เรียกตัวเองว่านักแสดงเต็มตัวได้ไหม
ไม่แน่ใจ แต่เรามีอาชีพเดียวคือนักแสดง เรื่องเป็นนักแสดงอาชีพหรือเปล่านั้นผมไม่ทราบ ผมทราบเพียงอย่างเดียวคือ ผมตกหลุมรักการเแสดง และนี่คือสิ่งเดียวในชีิวิตเลยที่ทำให้ผมรู้สึกว่ามันไม่น่าเบื่อ อาจจะเป็นเพราะเราสนใจก็เลยอยากพัฒนามัน โดยที่ไม่ต้องให้ใครมาเคี่ยวเข็น คือเราอยากจะทำสิ่งๆ นี้ให้เป็นอาชีพเรา ซึ่งผมแฮปปี้มาก เหมือนไปเที่ยว ไปรีแล็กซ์ ไปทำทุกอย่างที่เราอยากทำ แต่มันดันเป็นอาชีพด้วย
@@ แสดงมาหลายบทบาทมีการแสดงครั้งไหนไหมที่รู้สึกไม่พอใจเลย
ไม่เชิงไม่พอใจ จะมีแต่รู้สึกว่าเรากลับไปทำแบบนั้นไม่ได้แล้ว อย่างเรื่องเพื่อนสนิท ให้ผมมาเล่นตอนนี้ผมเล่นไม่ได้แล้ว เพราะแววตาความไร้เดียงสาของคนคนนั้นมันไม่อยู่แล้ว เราโตเราผ่านช่วงชีวิตนั้นมาแล้วเราย้อนกลับไปไม่ได้ เราอาจจะทำได้แค่นั้นจริงๆ ในช่วงนั้น ร่างกายของเรามันเก็บประสบการณ์ เก็บความรู้สึก มันแล้วแต่ว่าเราเชื่อมต่อสิ่งนั้นเมื่อไหร่ อย่างเวลาเราดูหนังละครแล้วเห็นเขาร้องไห้ แต่เราไม่ได้ร้องตาม เขาร้องไห้กับเราเราร้องตาม คือมันเชื่อมต่อความรู้สึกของเราว่าเราเคยเป็นแบบนี้ หรือเราอินกับสิ่งๆ นี้ แค่นั้นเอง
@@ก่อนหน้านี้เคยบอกว่าไม่ชอบเล่นละคร แต่กระแสละครรักฉุดใจเปรี่้ยงมาก
ใช่ ผมแค่รู้สึกว่าไดเรกชั่น วิธีการเล่าละครและหนังมันต่างกัน ผมคงทำได้ไม่ดีแต่วิธีเล่าเรื่องมันไม่เหมือนละครทั่วไปตรงซีเนมาติก และที่เล่นเรื่องนี้เพราะเรื่องมันดีด้วย ถามว่าพอใจไหม เราไม่รู้ว่าเราพอใจไหม เราแค่รู้สึกว่าเราอยากมีส่วนร่วมกับเรื่องนั้น เราไม่กล้าไปพอใจเพื่อตัวเราเอง เราไม่ใช่ผู้สร้าง เรารู้สึกว่าเราเป็นแค่ส่วนประกอบที่ทำให้งานของเขาสมบูรณ์ ตัวละครทุกตัวก็เลยไม่มีพระเอก นางเอก ทุกคนเป็นทีมเวิร์ก คือตัวละครหลัก มันขาดอะไรไม่ได้
@@ รู้สึกอย่างไรที่เห็นคนในโซเชียลทะเลาะกันว่าจะลงเรือลำไหนดี
เรารู้อยู่แล้ว เพราะเราวางให้เป็นแบบนั้น และมันเถียงกันไม่ลงตัวหรอกเพราะเราวางไว้ว่าให้เถียงกันไม่ได้ไง ไม่มีใครชนะแน่นอนเถียงกันไม่จบ ถามว่าจะมีภาคต่อไหมผมว่าไม่หรอก ให้หมอเป้งไปรักษาคนต่อดีกว่า ไม่งั้นคนตายเป็นเบือ สังเกตไหมหมอฉลามรักษาใครก็ตายเรียบ แต่หมอเป้งรอดทุกคน อยากจะบอกว่าฉลามอยู่กับแฟนไปเถอะ ให้เรารักษาคนเอง
@@ จะเห็นกลับมาเล่นละครอีกไหม
ไม่มีไดเรกชั่นแบบนี้ก็เลยไม่มั่นใจว่าอย่างไร แต่จริงๆ ที่ออนทีวีผมก็มีเยอะนะ มีเนื้อคู่ประตูถัดไป มีน้ำตากามเทพ มีซากะ มีคำตอบจากสวรรค์ นี่ก็ถือว่าเป็นทีวีหมดนะ รักฉุดใจก็ทีวี ที่ไม่ค่อยเห็นผมเพราะผมรักภาพยนตร์ เล่นซีรีส์มันยาว
@@ มองอนาคตในวงการไว้อย่างไรบ้าง
ไม่เคยคิดเลย ไม่เคยคิดตั้งแต่ปีแรกที่เข้าวงการ คือเราแค่รู้สึกว่าเรามีสิ่งที่รักแล้ว เรามีอาชีพของเรา ที่เหลือเราจะมีโอกาสทำได้แค่ไหนก็แล้วแต่เลย
*** ตัวตนแบบซันนี่ ***
@@ คนมองว่าเราอินดี้-ติสต์
อินดี้ตรงไหนเล่นหนังได้เป็นร้อยล้าน อินดี้ตรงไหน แมสๆ เลย ส่วนที่คนว่าผมแมสขึ้นน่าจะเป็นเรื่องผลงานมากกว่า มีคนจ้างเป็นพรีเซ็นเตอร์มากขึ้น ก็แค่นั้นเอง มันก็เหมือนอายุการทำงานของเรา เราอยู่มา 10 กว่าปีแล้วคนก็รู้จักเรามากขึ้น อาจจะเป็นเพราะเราดูน่าเชื่อถือในบางสิ่งบางอย่าง ถามว่าตัวตนผมเป็นแบบไหน ผมก็เป็นคนปกติ เราโตมามีประสบการณ์ชีวิตมากขึ้น มีหลายมุมของเรา เรามีเพื่อนกลุ่มแบบนี้ รู้จักคนแบบนี้ รู้สึกว่าเราเข้าใจคน เลยค่อนข้างเปิดกว้าง ถามว่าเป็นคนละเอียดอ่อนไหม ก็ไม่มั่นใจ เพราะเราไม่เคยเทียบใคร เราไม่รู้ตัวเราก็เป็นแบบเรา
@@ สไตล์ซันนี่ต้องตอบคำถามไม่เหมือนใคร
จริงๆ บางอย่างเราก็ไม่รู้ว่าจะไปพูดถึงทำไม พูดพาดพิงคนหรือว่าให้ว่าคน ผมจะทำอย่างนั้นทำไม คือถ้าเราจะพูดอะไรไม่ดี พูดอะไรดีๆ ดีกว่า ตอบแบบสนุกสนานและบางคำถามก็ไม่ได้อยากได้คำตอบจริงจัง ไม่มีใครอยากรู้เรื่องนั้น เราก็เอาคนที่มาถามผมสนุกสนานดีกว่า เราลำดับความสำคัญของมันเราก็เลยที่จะตอบแบบนี้
@@ ไม่ค่อยรู้เรื่องครอบครัวซันนี่ว่าเป็นยังไง
ผมเป็นลูกคนสุดท้อง มีพี่สาวและพี่ชาย พ่อแม่ยังอยู่ด้วยกัน ทะเลาะกันทุกวัน แต่ทุกคนอยู่คนละบ้านเพราะโตกันหมดแล้ว ก็ปล่อยให้พ่อแม่มีชีวิตของเขาเถอะ ถามว่าสนิทสนมไหม สนิทสนม มันปล่อยเซอร์ทุกเรื่อง ไม่เคยก้าวก่ายอะไร ยกเว้นถ้าใครจะนอกลู่นอกทางเขาถึงจะพูด แต่บางทีเขาก็ไม่เข้าใจ ก็ห่วงไว้ก่อน แต่มันยังไม่มีอะไรไม่ดีไง อย่างเวลาแม่ผมไปแอฟริกาคนเดียวเดือนหนึ่ง เราก็จะเป็นห่วงเขา ทั้งๆ ที่เขาทำแบบนี้มาทั้งชีวิต คือแม่ผมเป็นชาวต่างชาติ เขาทำอย่างนี้ทั้งชีวิต จะให้เราห่วงอะไร คืออย่างเราต่อให้เราอายุมากขึ้นแค่ไหนเราก็จะบอกว่าเราโอเค เขาก็ต้องโอเค
*** รักที่รอคนที่ใช่ ***
@@ เคยเห็นว่าสัมภาษณ์ที่ไม่มีแฟนเพราะรอคนที่ใช่
ความรักมันเป็นเรื่องความรู้สึกของคนสองคน มันไม่ใช่ใครก็ได้ อย่างสมมุติผมมีแฟน มันเป็นความต้องการของผมคนเดียว แล้วผมไปเจอคนคนหนึ่ง แต่เขาไม่ได้มีต้องการอย่างผม มันก็ไม่ใช่แล้วไง ผมว่าเรื่องแบบนี้มันเป็นเรื่องความรู้สึก ผมกับช่วงเวลาที่เหมาะสมและรักชอบกันจริงๆ ที่ผ่านมาไม่ใช่ว่าผมไม่เคยมีแฟน ผมเคยมีแฟนนะ แต่เราแค่ไม่แน่ใจว่าเราเคยเจอแบบนั้นหรือยัง ความรู้สึกตอนนั้นคือเรารู้สึกดี รู้สึกชอบแค่นั้นเอง อาจจะยังไม่ได้เรียกว่ารักหรือเปล่า เพราะฉะนั้นตอนนี้ก็โสด เพราะยังไม่มีความรู้สึกแบบนั้น
@@ คนอย่าง “ซันนี่” กลัวขึ้นคานไหม
ผมไม่กังวลเรื่องไม่มีแฟนเลย เพราะมันจะมีค่านะ ถ้าเราไม่เคยหาเลย แล้วดันเจอคนคนหนึ่งที่่ถูกใจและมาอย่างถูกต้อง มันดีจริงๆ ผมว่าอย่างไรมันก็คุ้มค่า ไม่ว่าจะรอกี่ปีมันก็คุ้ม (เรียกว่าหล่อเลือกได้) แม่ผมชมทุกวัน ส่วนที่ไม่มีแฟนคือมันไม่มีเหตุผล มันเป็นชอยส์ของเรา เป็นการให้เกียรติคนรักของเรานะ เพราะผมไม่ได้พยายามทดลองเพื่ออะไร เพราะผมรอคุณอยู่"
ผู้ชายแบบ “ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์” ที่มีคนเดียวในโลก



