
มองโลกแบบวิกรม - "ความเป็นจริงของชีวิต"
ย่างก้าวเข้าสู่เดือนสุดท้ายของปีแล้ว วันเวลาเปลี่ยนผ่านไปอย่างรวดเร็ว หากท่านผู้อ่านคิดทำสิ่งใด หากมั่นใจว่าเป็นสิ่งที่ดีงาม ก่อประโยชน์กับสังคมแล้ว ขออย่าได้รีรอ รีบทำเสียเถิด เพราะหากท่านมีอายุก้าวเข้าสู่วัยเลข 5 แล้วชีวิตเปรียบเสมือนนาฬิกาทรายที่คว่
การเปลี่ยนแปลงของ “วัย” อาจเป็นปัจจัยนำท่านทั้งหลายไปสู่ความทุกข์ในการบริหารคนและตัวเอง แต่ก็นับว่าเป็นเรื่องธรรมชาติของมนุษย์ที่ทุกคนต้องเผชิญกับสิ่งนี้ แต่ผมก็พยายามที่จะทำให้ปัญหาจากอารมณ์ลดน้อยลง และที่สำคัญอาจจะมีโรคใหม่ๆ ที่ผมยังไม่รู้มาถามไถ่ผมก็เป็นได้ ซึ่งต้องคอยดูในอนาคตกันต่อไป
ผมมักจะสมมติให้วงจรชีวิตของมนุษย์มีโครงสร้างของกาลเวลาตั้งแต่เกิด เติบโต แก่และตายเป็นรูปลายเส้นเหมือนกะละมังคว่ำ ผมมองว่าก่อนขอบกะละมัง 1 ปีชีวิตของเราคือ “ศูนย์” และหลังจากขอบกะละมังอีกด้านหนึ่งก็คือ “ศูนย์” อีกเช่นกัน หลังจากเราเกิดทุกๆ ส่วนของร่างกายเราย่อมเจริญเติบโตตามที่มีการกำหนดไว้ในพันธุกรรมของแต่ละคน หรือตามเผ่าพันธุ์ รวมถึงสภาพแวดล้อมการเลี้ยงดู เช่นหากเป็นฝรั่งก็จะมีรูปร่างสูงสักหน่อย ผมสีทอง จมูกโด่ง ส่วนคนเอเชียจะมีรูปร่างสันทัดกว่า ผมสีดำ หน้าตามีความแตกต่างกันกับฝรั่งอย่างเห็นได้ชัด
ความแข็งแรงของชีวิตมนุษย์ย่อมเพิ่มขึ้นตามอายุนับแต่นาทีแรกที่เราเกิด สังเกตได้ว่าร่างกายของเราไม่เคยหยุดการเจริญเติบโตนับแต่วันลืมตาจนกระทั่งเราเป็นผู้ใหญ่เต็มตัว เราทุกคนย่อมมีการเปลี่ยนแปลงไปสู่ความแข็งแรงทางร่างกายและความสามารถสูงสุดในลักษณะมั่นคงไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่เริ่มปรากฏอาการสายตาฝ้าฟาง มองอะไรไม่ชัดเจน เริ่มเหนื่อยง่าย ความแข็งแรงลดลง ผิวหนังที่เคยเต่งตึงก็เริ่มเหี่ยวย่น มีริ้วรอย ผมเริ่มหลุดร่วง ฟันเริ่มโยก-ร่วง ทุกอย่างเป็นไปตามการเปลี่ยนแปลงตัวเลขของอายุที่เพิ่มมากขึ้น
ฉะนั้น หากเรามองรูปเส้นของชีวิตเราให้เป็นรูปกะละมังคว่ำ ก็จะเห็นว่าร่างกายมีการเติบโตจากขอบที่เราได้เกิดและจะแข็งแรงสูงสุดเมื่อเราเป็นผู้ใหญ่ ซึ่งจะคงอยู่เป็นเส้นราบเช่นแนวก้นกะละมัง จนอายุก้าวสู่วัยทองคือทางลงที่เริ่มจากริมก้นไปเรื่อยๆ สู่วัยที่เป็นคนชราจนเข้าไปสู่วัยใกล้ฝั่งที่รอวันสุดท้ายของชีวิต คือขอบกะละมังที่เหมือนกับวันแรกที่เราลืมตาดูโลก นี่คือเส้นทางในการเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่ผมกำลังก้าวเดินอยู่ มนุษย์ทุกคนย่อมพบเจอสิ่งเดียวกันนี้ แต่อาจต่างกันที่ว่า ใครจะมีชีวิตยืนยาวกว่ากันเท่านั้นเอง
วันนี้มนุษย์พยายามต่อยอดชีวิตที่มีอยู่ตามธรรมชาติด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์และด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการกินอยู่การจัดการต่อสิ่งแวดล้อมให้เหมาะสม เพื่อให้พันธุกรรมและชีวิตของตนเองยืนยาวมากขึ้น
ผมเคยอ่านนวนิยายเรื่อง “อมตะ" เขียนโดยคุณวิมล ไทรนิ่มนวล ที่ได้รับรางวัลซีไรต์เมื่อประมาณ 10 ปีที่แล้ว นวนิยายเรื่องนั้นเปิดมุมมองการเดินทางใหม่ของชีวิตมนุษย์ที่จะก้าวไปสู่การมีชีวิตยืนยาวมากขึ้นด้วยการเปลี่ยนอวัยวะเหมือนดั่งอะไหล่รถยนต์ โดยใช้การเพาะเลี้ยงสเต็มเซลล์มาเป็นตัวต่อยอดให้เรามีสุขภาพอายุยืนยาวขึ้น แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้คงได้รับการศึกษา ค้นคว้า วิจัยและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง เพราะจะเกิดคุณประโยชน์มหาศาลต่อมนุษย์โลก
แน่นอนผมไม่ได้คิดว่ามนุษย์ควรกลายเป็นหุ่นยนต์ที่ไม่รู้จักตายนะครับ !
มนุษย์ย่อมมีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมชาติ นั่นคือวงจรที่ทุกคนต้องพบ
ไม่มีใครสามารถหลีกเลี่ยงได้ ไม่ว่าเราจะมีวิวัฒนาการทำให้อายุของเรายืนยาวมากเท่าใดก็ตาม ชีวิตที่เป็น “อมตะ” นั้นไม่มีทางเป็นไปได้ (ในแง่ “รูปธรรม”) เพราะออกซิเจนในโลกเป็นตัวช่วยสร้างความผุกร่อนให้ทุกอย่างเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างไม่มีที่สิ้นสุด ไม่ว่าสิ่งนั้นจะมีชีวิตหรือเป็นสิ่งของก็ตาม
เรื่องสำคัญของการเปลี่ยนแปลงนี้จึงอยู่ที่ว่าผมจะรักษาและดูแลตัวเองให้ระบบต่างๆ ในร่างกายแข็งแรงให้ยาวนานที่สุดได้อย่างไร เพื่อให้ผมสามารถจะทำอะไรก็ได้ตามที่ผมคิดจะทำ
ความเป็น “อมตะ” ที่แท้จริงจึงขึ้นอยู่กับ “ผลงาน” ที่พวกเราจะสร้างไว้ให้คนรุ่นหลังได้รู้เห็นและใช้ประโยชน์ต่างหาก!
ผมเป็นคนโชคดีที่รู้จักการบริหารชีวิตให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย รวมถึงการก่อร่างสร้างเศรษฐกิจให้ดี มีความมั่นคงกว่าเดิมมาก จึงสามารถช่วยให้ผมสามารถจัดการชีวิตได้อย่างเป็นปกติสุข ผมเชื่อในการวางแผนที่ถูกต้องและมีประสิทธิภาพที่จะทำให้ชีวิตของเรามีความสุข
ผมก้าวมาจากศูนย์และกำลังไปสู่ศูนย์ในวงจรธรรมชาติ แต่สิ่งที่ผมกำลังทำเพื่อสร้างความไม่เป็น “ศูนย์” ในช่วงที่ผมยังมีชีวิตอยู่นั่นคือ “ความฝัน” ที่ผมต้องการบรรลุให้ได้ !
หากเมื่อช่วงสุดท้ายของชีวิตผมมาถึง ผมคงไม่รู้สึกเสียดายหรือเสียใจในสิ่งที่ผมอาจไม่ได้ทำ ทั้งๆ ที่ตั้งใจไว้ว่าจะทำ เพราะ ณ ปัจจุบันผมได้พยายามทำให้มากที่สุดแล้ว และสิ่งที่ผมทำได้ในตอนที่ผมแก่แล้วนั้นก็คงมีเพียงแต่ยิ้มด้วยความสุขและความภูมิใจว่า “เด็กชายคนหนึ่งที่ก้าวเดินมาจากความว่างเปล่าของคืนที่หนาวเหน็บในครอบครัวเล็กๆ จากเมืองกาญจน์ สามารถสร้าง “อมตะนคร” ให้เป็น “เมืองอมตะนิรันดร์กาล” ได้ และวันนั้น “อมตะ” อาจกลายเป็น “ตำนาน” ที่ผู้คนต่างๆ สามารถนำไปปรับใช้กับชีวิตประจำวันหรืออนาคตระยะยาวได้ นี่คือความสุขในโลกแห่งความฝันของผม แม้วันนั้นจะยังไม่มาถึงก็ตาม !
"วิกรม กรมดิษฐ์ "



