
คมเคียวคมปากกา - สามชุก
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๑ ธันวาคม ๒๕๕๒ ขั้น ๑๔ ค่ำ เดือนอ้าย (เกิดตายยังถ่ายเท)
เมื่อก่อนชอบติดตามข่าวบันเทิง ประเภทหนังใหม่ ใครสร้าง ใครกำกับ ใครแสดง เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยได้ทำเช่นนั้น ไม่รู้เป็นเพราะข่าวการเมือง “ขโมยซีน” ไปหรือเปล่า? (๕๕๕)
เห็นป้ายโฆษณา “สามชุก” นึกว่าหนังบู๊หรืออะไรสักอย่าง ยังไม่ได้สนใจนัก พอว่างๆ ไปหาเช่าหนังมาดู สะดุดตาเรื่องนี้ที่บอก สนับสนุนให้คนไทยได้ชมโดย กระทรวงวัฒนธรรม
ครับ “สามชุก ขอเพียงโอกาส อีกสักครั้ง” พอได้ดูแล้วก็ชอบ บางฉากบางตอนถึงกับน้ำตาซึม สะเทือนอกสะเทือนใจไปกับตัวละครทุกฝ่าย ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน ครู พ่อแม่ผู้ปกครอง เจ้าหน้าที่บ้านเมือง ตลอดจนถึงชุมชน หรือสังคม ที่ต้องเผชิญกับ “ภัยยาเสพติด”
ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเพิ่งมีลูกชายตัวเล็กๆ แม้วัยจะยังอยู่ไกล “ภาวะปัญหา” แต่อดวิตกจริตล่วงหน้าไม่ได้ เรื่องอย่างนี้ไม่เข้าใครออกใคร ลูกคนรวยก็มีสิทธิ์ ลูกคนจนก็มีสิทธิ์ ลูกคนไม่รวยไม่จนก็มีสิทธิ์ ลูกที่พ่อแม่เป็นคนดีก็มีสิทธิ์ ลูกที่พ่อแม่ตั้งใจเลี้ยงดูอย่างดีก็มีสิทธิ์
หนังบอกสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง เล่าเรื่องนักเรียนชายกลุ่มหนึ่งแห่งชุมชนสามชุก เมืองสุพรรณ ที่ต่างฐานะ ต่างครอบครัว ต่างปมปัญหา แต่จังหวะชะตาแห่งยาร้าย ต้อนให้พวกเขาพบกันบนทางแยกแปลกเปลี่ยว จากแรงเร้าของความอยากรู้ อยากเห็น และอยากลอง
นักแสดงวัยรุ่นแต่ละคนแสดงได้ดี ยิ่งพูดเสียงเหน่อยิ่งมีเสน่ห์ แต่ที่ประทับใจมากคือคนที่เล่นเป็นครู ผู้ซึ่งคอยช่วยเหลือและให้โอกาสเด็กอย่างอดทน ผมชอบหนังประมาณนี้อยู่แล้ว คือนำเสนอจุดเปลี่ยนของคนเล็กๆ ผ่านอาชีพเล็กๆ ในโครงสร้างเล็กๆ
หากหนังสร้างจากเค้าโครงเรื่องจริง ชีวิตและวิธีคิดของครูท่านนี้ก็สามารถเป็นครูตัวอย่างได้ แม้ในโลกแห่งความเป็นจริง มันอาจไม่ง่ายและสวยงามเหมือนในหนังทั้งหมด
เมื่อถูกถาม ทำไมต้องทำเพื่อช่วยเหลือเด็กเหลือขอเหล่านั้น ครูบอก “เพราะเป็นครูของพวกเขา” สำนึกวิชาชีพครูที่แรงกล้าเช่นนี้ ยังคงมีสักกี่มากน้อยในสังคมซึ่งนับวันจะเสื่อมทรุดไปทุกวงการ นั่นแหละครับ อยากให้ครู นักเรียน พ่อแม่ผู้ปกครอง ได้ดูหนังเรื่องนี้แล้วช่วยกันคิด
วันก่อน นักเรียน ชุมนุมต้นกล้าวรรณศิลป์ โรงเรียนบ้านไผ่ ขอนแก่น ประมาณ ๑๐ คน มาเยี่ยมบ้าน เพื่อขอรับฟังประสบการณ์การใช้ภาษาไทย ผมชวนคุยเรื่องหนังด้วย พบว่าหลายคนได้ดูหนังเรื่องนี้แล้ว ต่างบอกว่าเป็นหนังที่ดี เป็นหนังที่ชอบ ว่าแล้ววัยรุ่นกลุ่มดังกล่าวก็วิตกจริตร่วมกันถึงปัญหาของวัยรุ่นทั่วไป เช่นไม่ว่ามีงานงิ้ว งานบุญ หรือมอลำซิ่งที่ไหน เป็นต้องมีการตีรันฟันแทง เดี๋ยวนี้การยิงกันถือว่าสถานเบาแล้ว เมื่อเกิดวิธีการปาระเบิดถล่มไม่เลือกหน้า
คนเฒ่าคนแก่บ่นให้ได้ยิน “เด็กเดี๋ยวนี้พากันไปกินอะไรมา ดุชะมัด”
ดูจบแล้ว ถึงได้รู้ว่าหนังเรื่องนี้กำกับการแสดงโดย ธนิตย์ จิตนุกูล ที่แท้ก็ผู้กำกับที่เคยติดตามหนังใหญ่ๆ ของเขามาแล้ว เช่น “บางระจัน”
หลายปีก่อน จำได้ว่า คุณสุรพล จินดาอินทร์ เจ้าของร้านหนังสือแห่งหนึ่งในเมืองสุพรรณ ชวนผมกับ คุณเรวัตร์ พันธุ์พิพัฒน์ ไปพูดเรื่องเขียนอ่านที่ โรงเรียนสามชุกรัตนโภคาราม ซึ่งคุณเรวัตร์เป็นศิษย์เก่าที่นั่น (โรงเรียนที่ปรากฏในหนัง)
พูดกันแล้ว เราก็ได้เที่ยวตลาดเก่าแก่สามชุก ชมอาคารบ้านเรือน ชมพิพิธภัณฑ์ รับฟังเรื่องราวความเป็นมา กินข้าวกินปลาริมน้ำ แถมผมยังถูกจับแต่งกายแบบท่านขุนโบราณ ถ่ายภาพให้อย่างประณีต (ไม่คิดเงินอีกต่างหาก) โดยเจ้าของร้านถ่ายภาพ ศิลป์ธรรมชาติ
ครับ ประทับใจสามชุก และคนสามชุก เสน่หาตราตรึง ชวนให้คิดถึงทั้งปัจจุบันและอดีต ยิ่งเมื่ออ่าน “โคลงนิราศสุพรรณ” ของ บรรพบรมกวี สุนทรภู่ ยิ่งฉายภาพจริงฝันของชีวิต
“ถึงนามสามชุกถ้า ป่าดง
เกรี่ยงไร่ได้ฝ้ายลง แลกล้ำ
เรือค้าท่านั้นคง คอยเกรี่ยง เรียงเอย
รายจอดทอดท่าน้ำ นับฝ้ายขายของฯ”
ฟังข่าวว่า ตลาดร้อยปีสามชุก ได้รับรางวัลยกย่องจากหลายหน่วยงาน ล่าสุดคือ องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (ยูเนสโก) ประจำประเทศไทย ยกย่องให้ได้รับรางวัล “อนุรักษ์ดี” ซึ่งจะมีงานฉลองประมาณกลางเดือนธันวาคม ศกนี้
“สามชุก ขอเพียงโอกาส อีกสักครั้ง”แม้สะท้อนภาพด้านลบเรื่องยาเสพติด แต่ก็เพื่อผลักอารมณ์ความรู้สึกสู่ภาพด้านดี ซึ่งทุกชุมชนในสังคมพึงได้ชมเป็นบทเรียน
หนังเรื่อง “สามชุก”จะกลายเป็นอีกเสน่ห์หนึ่งของดินแดนนาม “สามชุก”
" ไพวรินทร์ ขาวงาม "



