
"ราโชมอน" อีกหนึ่งบทบาท ของ "วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล"
ราโชมอน (Rhashomon) ชื่อของพ็อกเก็ตบุ๊กเล่มหนึ่งที่ "สิงห์" วรรณสิงห์ ประเสริฐกุล นักเขียนหนุ่มหยิบยกเอามาตั้งเป็นชื่อวงดนตรีของตัวเอง อีกผลงานหนึ่งความฝันของเขา ซึ่งเขาเริ่มต้นขึ้นก่อนที่จะเฟ้นหาสมาชิกมาเพิ่มอีก 2 คน อันได้แก่ "ฟ้า" ธิราภรณ์ มิ่งเมือง (
สิงห์ เล่าให้ฟัง ว่าเดิมทีงานนี้เริ่มต้นจากการเป็นโปรเจกท์ชายเดี่ยวของเขามาก่อนเมื่อประมาณ 3 ปีแล้ว ซึ่งเป็นช่วงที่เพิ่มเรียนจบและมีความคิดว่าก่อนที่จะเรียนต่ออยากทำงานชิ้นนี้ให้เสร็จลุล่วงไป จึงพยายามแต่งเพลง เรียนรู้วิธีการอัดเสียงเองที่บ้าน ให้คนอื่นมาช่วยเล่น ช่วยร้องในบางส่วน เพื่อทำเดโมส่งค่ายต่างๆ
"ผมทำเดโมส่งไปหลายค่าย พอทำไปแล้วก็โดนส่งกลับมาอยู่อย่างนั้น กระทั่งเมื่อกลางปีที่แล้วได้พูดคุยกับพี่เต้ง(พิชัย จิราธิวัฒน์ เจ้าของค่ายสไปร์ซ์ซี่ ดิสก์) ทำให้มีโอกาสที่จะได้ทำจริงๆ แล้ว เลยต้องหาสมาชิกเพิ่ม เพราะผมเองไม่สามารถร้องเพลง เล่นกีตาร์เองได้ จากนั้นก็ได้ฟ้าและสินมาทำให้วงสมบูรณ์"
ฟ้า นักร้องนำ เล่าต่อว่าก่อนหน้านี้เธอเป็นแฟนงานเขียนสิงห์ ซึ่งจะเข้าไปดูบล็อกที่สิงห์อัพเดทข้อมูลและบทความของตัวเองตลอด ทำให้รู้ว่าสิงห์กำลังหานักร้องอยู่ จึงสนใจ
"ตอนนั้นพี่เขาเอาเดโม 2-3 เพลงมาลงไว้ในบล็อกด้วย ฟ้าฟังแล้วก็รู้สึกชอบ เลยลองส่งเดโมที่ทำเล่นๆ กับเพื่อนไปให้พี่สิงห์ฟัง แล้วพี่เขาก็ตอบรับกลับมาให้ลองอัดเพลงของพี่เขาดู โดยส่งแบ็คกิ้งแทร็กส์มาให้ด้วย จากนั้นก็ได้ออดิชั่นกันอีก 2-3 รอบ"
ฟาก สิน มือกีตาร์ บอกว่าหลังเรียนจบวิทยาลัยดนตรี มหาวิทยาลัยรังสิต เมื่อปีที่แล้ว เขาก็ทำงานเกี่ยวกับดนตรีมาเรื่อยๆ กระทั่งประมาณปลายปีได้ไปเล่นกีตาร์ในร้านขายเครื่องดนตรีร้านหนึ่ง จังหวะนั้นสิงห์เดินเข้ามาเห็นพอดี ซึ่งเขาและสิงห์เป็นเพื่อนเก่าที่เคยเรียนด้วยกันที่โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย จึงได้ทัก ได้พูดคุยชวนมาเล่นดนตรีด้วย ซึ่งในช่วงแรกเขาจะเป็นแค่นักดนตรีแบ็กอัพ แต่พอดีทำงานเบื้องหลังได้ด้วยเลยมาร่วมเป็นสมาชิกราโชมอน
เพื่อนทั้งสองเล่าที่มาของตัวเองจบ สิงห์ก็เสริมต่อ ว่าทั้งสามได้รวมตัวกันมาตั้งแต่ประมาณเดือนธันวาคมปีที่แล้ว ซึ่งขณะนั้นเขาแต่งเพลงเสร็จไปแล้วประมาณ 60 เปอร์เซ็นต์ ก่อนที่จะมาแต่งเพิ่มอีก โดยมีหนึ่งเพลงที่สินเรียบเรียง นอกนั้นส่วนใหญ่ในอัลบั้มนี้เขาก็เป็นคนแต่งทั้งหมด
"อัลบั้มแรกผมเองจะเป็นคนทำไปก่อน แล้ว 2 คนมาช่วยกันเติม แต่ถ้าเป็นอัลบั้มต่อๆ ไปก็คงจะเอาความเห็นอีก 2 คนมาหลอมรวมกับงานผมด้วย เพราะอัลบั้มต่อไปเราจะได้เริ่มต้นกันมาตั้งแต่แรก ซึ่งก็ได้เริ่มเขียนไปบ้างแล้ว ผมเองก็พยายามระวังไม่ให้อยากเป็นนั่นเป็นนี่มากเกินไปเสียจนสุดท้ายไม่เป็นอะไรสักอย่าง คือตอนนี้เพลงที่เราทำอยู่มันชัดมากๆ ว่าคืออะไร ก็อยากให้เป็นไปทางนี้ แม้ว่าจะหยิบความชอบของอีก 2 คนมาเติม"
เป็นหัวหอกเจ้าของโปรเจกท์ เลยถามย้อนกลับไปว่าเริ่มชอบดนตรีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ เพราะก่อนหน้านี้ดูเหมือนจะเน้นไปทางด้านงานเขียนเสียมาก สิงห์ บอกว่าเขาเองเริ่มเล่นดนตรีจากการโดนบังคับเล่นเปียโนในตอนเด็กๆ เป็นการเล่นไปตามโน้ต ทำให้รู้สึกไม่สนุก 1-2 ปีจึงทิ้งไป ก่อนที่จะกลับมาเล่นเบสจริงจังอีกครั้งในช่วง ม.4 เมื่อเล่นไป 1-2 ปีก็อยากเล่นอย่างอื่นอีก จึงไปเรียนกลอง และกีตาร์
"พอไปเรียนผมก็รู้ว่ากีตาร์ไม่รอด จากนั้นกลับมาเล่นเปียโนอีกครั้ง ผมก็เลยเล่นได้ทั้งเบส กลอง เปียโน แต่ว่าจริงๆ แล้วสิ่งที่ผมชอบกลับไม่ใช่การเล่นดนตรีอย่างเดียว แต่ผมชอบที่จะแต่งเพลง ผมเรียนดนตรีหลายๆ อย่างก็เพราะเหตุนี้ ผมอยากสร้างดนตรีใหม่ๆ ขึ้นมาเอง
ก่อนหน้านี้ผมแต่งเพลงไว้ก่อน วางโครงไปหมดแล้ว ซึ่งตอนแรกค่ายจะส่งโปรดิวเซอร์มาช่วยดูให้ แต่พอมาเขาฟังเพลงแล้วก็บอกให้ทำกันเองแล้วกัน สุดท้ายผมก็เลยต้องกลายเป็นโปรดิวเซอร์ของอัลบั้มนี้เอง
การทำงานคือผมจะวางโครงคร่าวๆ และให้สินคิดคอร์ดให้ บางครั้งก็สลับกันทำงาน จากนั้นฟ้าก็ไปเช็กคีย์ในเรื่องการร้องของตัวเอง วงเราพาร์ทของเนื้อหามาก่อน ด้วยความที่ผมเป็นนักเขียน พอเขียนเนื้อเสร็จ ฟ้าก็จะเอากลับไปตีความ แก้ไปแก้มา ใช้เวลานานเหมือนกัน บางเพลง 3 เดือนกว่าจะได้ รวมๆ แล้วใช้เวลาทำงานประมาณ 1 ปี สำหรับสินนอกจากในเรื่องของพาร์ทกีตาร์แล้วก็จะมีเพิ่มในเรื่องเทคนิคการมิกซ์ด้วย"
ถามต่อว่าหากให้บอกถึงแนวเพลงในอัลบั้มนี้ จะอธิบายว่าอย่างไร สิงห์ อธิบายว่า
"ในภาคดนตรีหลักๆ จะเป็นเพลงร็อกหนักแน่น สนุกๆ เอาจังหวะมันเข้าว่า แต่เป็นร็อกที่ซับซ้อนกว่าร็อกทั่วไปเยอะมาก ในเชิงการวางคอร์ด การเคลื่อนไหวของโน้ต การแบ่งท่อน ก็เลยนิยามเป็นแจ๊สร็อก เพราะว่าเอาแนวคิดการแต่งเพลงแบบแจ๊สมาทำเพลงร็อก ซึ่งก็มีอีกหลายๆ เพลงที่อาจจะไม่เกี่ยวกับแจ๊ส แต่เวลามีคนถามเราก็จะบอกว่าแจ๊สร็อก โครงสร้างดนตรีจะอลังการมากทั้งที่มีแค่ 3 คน การอัดเราก็จะมีโปรแกรมบ้าง เล่นจริงด้วย
สำหรับเนื้อหาส่วนใหญ่จะเกี่ยวกับเรื่องสังคม ผมพยายามเอามุมมองเรื่องที่เราเจอมาสะท้อนในมุมใหม่ หรือบางเรื่องไม่ใหม่แต่ไม่มีคนพูดถึงเสียที โดยที่ไม่ได้ฟันธงว่าจะเป็นอย่างไร จะคล้ายกับงานเขียนของผมคือเป็นคำถามปลายเปิด ลักษณะดนตรีจะหนักแน่น เนื้อหาจะเพื่อชีวิตนิดหนึ่ง แต่เป็นเพื่อชีวิตของคนเมืองในยุคนี้ จะมีเรื่องการเมือง 1 เพลง เลยเป็นที่มาของชื่ออัลบั้ม ชินซิตี้ ชีวิตคนเมืองที่เราชินอยู่ทุกวัน"
เมื่อให้เขาเปรียบกับงานเขียนหนังสือว่ามีความยากง่ายต่างกันอย่างไร สิงห์ ตอบว่า
"ผมเขียนมา 8 ปีมีเวลาฝึกฝนมาเยอะ แต่ก็ยังไม่เก่งเท่ารุ่นพี่ ซึ่งก็พัฒนามาเรื่อยๆ ผมเคยกลับไปดูงานเขียนชิ้นแรกก็รู้เลยว่ามันไม่ไหว แต่การเขียนหนังสือก็ช่วยในการเขียนเพลงในส่วนของการวางโครงสร้างของเนื้อเรื่อง จะพูดอะไร จะตัดอะไรทิ้งได้ เพียงแต่ความยากของเพลงคือจะทำอย่างไรให้ประโยคสั้นและฟังรู้เรื่อง ผมเองก็ยังรู้สึกว่าบางเพลงทำได้ บางเพลงก็รู้สึกว่ามันยังต้องอีกหน่อย" นักเขียนหนุ่มพูดทิ้งท้าย



