
The Fourth Kind
มีทฤษฎีเกี่ยวกับผู้มาเยือนจากนอกโลก หรือมนุษย์ต่างดาวบทหนึ่ง ซึ่งว่าด้วยการเผชิญหน้า (Close Encounters) โดยแบ่งออกเป็น 5 ระดับ เริ่มจากการมองเห็น (Close Encounters of the First Kind) คือการพบเห็นสิ่งแปลกปลอมจากนอกโลก ไม่ว่าจะเป็นจานบินหรือมนุษย์ต่างดาวในร
ส่วนระดับที่ 2 (Close Encounters of the Second Kind) เป็นการพบเห็นวัตถุประหลาดจากนอกโลกหรือมนุษย์ต่างดาวในระยะใกล้กว่าระดับที่ 1 และในทฤษฎีการเผชิญหน้าระดับที่ 3 (Close Encounters of the Third Kind) คือการที่มนุษย์มีโอกาสเข้าไปในยานอวกาศหรือจานบินของมนุษย์ต่างดาวและสามารถกลับออกมาบอกเล่าประสบการณ์ครั้งนั้นได้ (ทฤษฎีระดับนี้เคยถูกนำไปสร้างเป็นหนังมาแล้ว และโด่งดังเอามากๆ จากฝีมือกำกับของพ่อมดฮอลลีวู้ด สตีเวน สปีลเบิร์ก)
ส่วนในระดับที่ 4 (Close Encounters of the Fourth Kind) คือการเผชิญหน้าในระดับลักพา หมายถึงการที่มนุษย์เราชาวโลกถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไปทดลอง แต่สามารถเอาชีวิตรอดกลับมาบอกเล่าประสบการณ์เหล่านั้นได้ (ซึ่งกำลังจะถูกพูดถึงในหนังเรื่อง The Fourth Kind) มาถึงระดับสุดท้าย ระดับที่ 5 (Close Encounters of the Fifth Kind) คือการที่มนุษย์เราสามารถติดต่อสื่อสารกับมนุษย์ต่างดาวได้อย่างเป็นกิจจะลักษณะ และจนถึงขณะนี้ ยังไม่มีหลักฐานใดในโลกยืนยันถึงการเผชิญหน้ากับมนุษย์ต่างดาวตามทฤษฎีระดับที่ 5 (นอกจากคำบอกเล่าของ ดร. เทพพนม เมืองแมน ที่จนถึงป่านนี้ก็ยังไม่มีหลักฐานพอที่จะสร้างความน่าเชื่อถือได้) ซึ่งในทฤษฎีการเผชิญหน้าระดับที่ 4 นี่ล่ะครับ ถูกนำมาสร้างเป็นหนังที่กำลังจะเข้าฉายในสัปดาห์หน้า ซึ่งมีชื่อว่า "The Fourth Kind"
ภายใต้แนวคิด Close Encounters of the Fourth Kind (หรืออาจจะเป็นเพียงความเชื่อ แล้วมีความพยายามที่จะสร้างทฤษฎีขึ้นมาสวมคลุม) หนังอย่าง “The Fourth Kind” ให้น้ำหนักความน่าเชื่อถือกับตัวเอง ด้วยการสร้างบรรยากาศเหมือนจริงในรูปแบบหนังสารคดี มีบทสัมภาษณ์ของเหยื่อที่อ้างว่าถูกมนุษย์ต่างดาวจับตัวไป รวมถึงประสบการณ์การถูกมนุษย์ต่างดาวจับไปทดลองและบางคนไม่มีโอกาสได้กลับมา
หนังพยายามอ้างอิงถึงการมีอยู่จริงของเหตุกาณ์ในครั้งนั้น ไม่ว่าจะเป็นคำโปรยตอนเปิดเรื่องที่บอกว่านำมาจากบทความในวารสารทางวิทยาศาสตร์ เกี่ยวกับจิตแพทย์สาวที่บังเอิญพบความลึกลับที่เกิดขึ้นกับผู้คนในเมือง ‘Nome’ เมืองเล็กๆ ในรัฐอลาสกา ที่มาขอคำปรึกษาเกี่ยวกับประสบการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นระหว่างนอนหลับ โดยเฉพาะการพบเจอนกเค้าแมวสีขาว มาเกาะอยู่นอกหน้าต่าง จากนั้นพวกเขาก็พบกับเรื่องราวแปลกๆ ที่สร้างความหวาดผวาจนไม่อาจเล่าออกมาได้หมด บางคนมีแผลเป็นเกิดขึ้นตามตัว หลายคนเกิดอาการทางจิตตามมาและรุนแรงถึงขั้นก่ออาชญากรรมโดยไม่ตั้งใจ รวมทั้งการที่ตัวจิตแพทย์เองก็เคยเจอกับเหตุการณ์ประหลาดเมื่อสามีเสียชีวิตลงขณะนอนอยู่ข้างๆ โดยที่เธอไม่ทราบสาเหตุ จนต้องย้ายมาเมือง ‘โนม’ เพื่อเยียวยาบาดแผลในใจครั้งนั้น จนมาพบเจอประสบการณ์ประหลาดที่เลวร้ายยิ่งกว่า
มองเผินๆ หนังไซไฟทริลเลอร์แนวนี้ คนดูคงจะได้เห็นฉากมนุษย์ต่างดาวไล่จับเอามนุษย์ตัวเป็นๆ ไปทดลอง ฉีดสารโน่นนี่ มีสายห้อยระโยงระยาง ชวนหวาดผวา น่าเสียวไส้อยู่เต็มไปหมด แต่ด้วยความที่หนังพยายามจำลองรูปแบบสารคดี และบางส่วนใช้วิธีเล่าเรื่องแบบรายการทอล์กโชว์ทางทีวี ที่สำคัญหนังพยายามกันคนดูให้เป็นแค่บุคคลที่สาม คอยสังเกตการณ์อยู่ห่างๆ เท่านั้น และในระหว่างเรื่องราวดำเนินไปก็มีการพยายามสร้างสถานการณ์จำลอง เลียนแบบสิ่งที่เกิดขึ้นจริง ผสมกับฟุตเทจที่อ้างว่ามาจากของจริงที่มีการบันทึกเอาไว้ระหว่างการให้สัมภาษณ์
แม้จะใช้ดาราที่มีชื่อเสียงอย่าง มิลลา โจโววิช แต่ภาพลักษณ์ของเธอซึ่งเป็นที่จดจำของคนดูก็คือนางเอกนักบู๊ในหนังแอ็กชั่น ที่ต้องต่อสู้กับผีดิบซอมบี้ ในหนังตระกูล Resident Evil หลายต่อหลายภาค และผู้กำกับใช้วิธีลบภาพจำดังกล่าวด้วยการให้เธอออกมาบอกว่าตัวเองรับบทเป็นอะไร ก่อนหน้าที่เรื่องราวในหนังจะเริ่มต้นขึ้น รวมทั้งแนะนำตัวผู้กำกับผ่านบทบาทการเป็นพิธีกรในรายการทอล์กโชว์ของตัวเอง
การใช้ฟุตเทจจริง สลับกับภาพการจำลองสถานการณ์ หลอมรวมกับเนื้อหาที่มีการถ่ายทำใหม่ขึ้นมาบางส่วน เน้นเรื่องของบรรยากาศลึกลับ สร้างตัวละครใหม่ๆ เพื่อใช้เป็นเงื่อนปมความขัดแย้งให้แก่เรื่องราว ที่สำคัญการพยายามใช้ฟุตเทจ (ที่อ้างว่าเป็นของจริง) เข้ามาผสมผสานโดยใช้วิธีแบ่งเฟรม กลับทำให้เรื่องราวที่ปรากฏบนจอดูน่าเชื่อถือมากขึ้น (ซึ่งไม่รู้ว่าทั้งหมดทั้งมวลที่อ้างมา เป็นเรื่องจริงหรือเปล่า?)
อย่างไรก็ตาม วิธีการใน “The Fourth Kind” ถือเป็นลูกเล่นที่นับว่า ฉลาดเล่น และฉลาดเล่า เพราะหนังที่พูดถึงมนุษย์ต่างดาว ที่แทบไม่ปรากฏร่างเจ้าเอเลี่ยนให้เห็นสักช็อต แต่กลับสร้างอารมณ์สะเทือนขวัญได้ไม่น้อย และโดยเฉพาะฉากที่ตำรวจอ้างว่า มนุษย์ต่างดาว กำลังมาจับตัวคนอยู่ในบ้านไป ถือเป็นการใช้ประโยชน์จากความดิบๆ ของภาพแบบหนังสารคดี มาเล่นกับอารมณ์เขย่าขวัญอย่างได้ผล คล้ายกับที่หนังสัตว์ประหลาดบุกโลกอย่าง “Clover Field” เคยทำสำเร็จมาแล้ว
แม้รายได้ราว 23 ล้านดอลลาร์ ถือว่าไม่มากนักสำหรับหนังแนวนี้ แต่ถ้ามองทุนสร้างที่ลงไปแค่ 10 ล้าน ก็ถือว่า “The Fourth Kind” มาไกลสำหรับการพยายามหาลูกเล่นใหม่ๆ ในการเล่าเรื่อง
ชื่อเรื่อง : The Fourth Kind / 1-2-3-4 ช็อค
ผู้กำกับ-เขียนบท : โอลาทุนเด้ โอซันซานมิ
นักแสดง : มิลลา โจโววิช, วิล แพ็ตตัน, คอรีย์ จอห์นสัน
ความยาว : 98 นาที
เรท : ท. ภาพยนตร์ที่เหมาะสมกับคนดูทุกเพศทุกวัย
วันที่เข้าฉาย : 10 ธันวาคม 2552
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



