บันเทิง

รู้ทันกฎหมาย - เงินกู้นอกระบบ

รู้ทันกฎหมาย - เงินกู้นอกระบบ

03 ธ.ค. 2552

เงินกู้นอกระบบกำลังเป็นข่าวกล่าวขานกันทั่วไป เพราะรัฐบาลเกิดเห็นอกเห็นใจอยากช่วยประชาชนที่เป็นคนกู้ให้ได้ปลดหนี้มีอิสระจากเจ้าหนี้ที่อยู่นอกระบบด้วยมาตรการขั้นเทพ

 หลายรายที่ใช้บริการเงินกู้นอกระบบ และอีกหลายรายที่รู้ว่ามันมีการกู้เงินนอกระบบกันอยู่ แต่ไม่รู้จักมักคุ้นแบบลึกซึ้งเท่าไหร่ ไม่ว่าจะรู้หรือรู้จักหรือไม่ ก็อึดอัดใจกันทั้งนั้น

 ที่จริงอะไรที่อยู่ในระบบมันก็คงจะดีเพราะมีมาตรฐานในการพิจารณา แต่ด้วยกระบวนการขั้นตอนของมันเองบางทีก็เป็นอุปสรรค  กว่าจะได้รับอนุมัติ ไม่รู้จะได้หรือไม่ ดอกเบี้ยก็ใช่จะถูก ยุ่งยากไม่น้อย แต่ถ้ากู้นอกระบบ ก็ได้งบไปทำมาหากินอย่างทันใจ

 ที่ว่านอกระบบก็ยังขบกันไม่แตกว่าระบบอะไร ก็ขอจำกัดความในที่นี้ไว้ว่าจะหมายถึงนอกระบบของกฎหมาย ไม่ใช่นอกระบบของสถาบันการเงิน

 กฎหมายไม่ได้บังคับกำหนดให้การกู้เงินต้องใช้สถาบันการเงินเท่านั้น การหยิบยืมเงินสามารถทำได้กับคนทั่วไป ไม่ว่าจะเป็นเพื่อน เป็นเจ้านายหรือเป็นใครที่มีสตางค์ ถ้าเขายอมให้ยืมก็ดีไปส่วนที่เป็นเงื่อนไขมาด้วยก็คือดอกเบี้ย 

 ตามกฎหมายหากไม่ได้ตกลงกันไว้ แต่สันนิษฐานจากพฤติการณ์ได้ว่าให้ยืมแบบมีดอกเบี้ย  ก็ให้อยู่ในอัตราร้อยละ 7.5 ต่อปี  จะน้อยกว่าก็ไม่ว่ากันแต่ห้ามเกิน 15% ต่อปี  เกินกว่านี้เป็นผิดกฎหมาย

 เงินกู้นอกระบบที่ลูกหนี้ตบเท้าไปกู้ก็อยู่ตรงนี้ คือมีความรวดเร็วอนุมัติง่าย แต่ดอกเบี้ยไม่เบาสบาย กู้นานไปก็ท่วมต้นเงิน   แต่ลูกหนี้มีเหตุผลที่จำยอม บางรายกดดันมากขนาดไปฆ่าเจ้าหนี้ตาย เพราะบีบคั้นกันมากเกินไป

 การเรียกดอกเบี้ยเกินอัตราที่กำหนด ถือเป็นโมฆะ เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิเรียกร้องบังคับให้ชำระได้ เพราะกฎหมายไม่ให้ค้ากำไรเกินควรเรียกดอกโหดแบบนี้ ถามว่าผิดกฎหมายไหม แน่นอนผิดทั้งทางแพ่งและอาญา แต่ว่าการบังคับจับตัวเจ้าหนี้พวกนี้มาดำเนินการตามกฎหมายไม่บรรลุเป้าหมายสักเท่าไหร่ เพราะขาดพยานหลักฐานและบรรดาลูกหนี้ก็ไม่มีใครอยากสูญเสียแหล่งเงินกู้แบบนี้ไป 

 บางรายมาแนวใหม่ รู้ว่าผิดกฎหมายก็ใช้ทำเป็นสัญญาซื้อขาย เช่าซื้อหรือสัญญาแบบอื่นไป หรือบวกดอกเบี้ยรวมไปในสัญญากู้  เรื่องพรรค์นี้จึงอยู่ที่การพิสูจน์ว่ามีการยืมเงินไปเท่าไหร่แน่นอน หรือมีการซื้อขายกันจริงหรือไม่ หากไม่ใช่ก็ปฏิเสธได้แบบขาดลอย

 ในทางกฎหมาย สัญญาพวกนี้ถือเป็น นิติกรรมอำพราง เอาไว้  และเป็นการอำพรางด้วยเจตนาไม่สุจริต คิดจะเลี่ยงกฎหมาย ย่อมบังคับกันไม่ได้อยู่แล้ว  เมื่อปฏิเสธได้ว่าไม่ได้ซื้อขายกันตามสัญญา ก็ไม่สามารถเรียกทวงเงินตามข้อตกลงในสัญญาพวกนี้ได้

 หากจะบอกว่าเป็นการกู้เงินกันก็ไม่อาจนำมาอ้างเพื่อเรียกร้องได้ เพราะกฎหมายท่านกำหนดเอาไว้ให้การกู้ยืมเงินเกินกว่า 2,000 บาทขึ้นไปจะต้องมีหลักฐานเป็นหนังสือลงลายมือชื่อของลูกหนี้เป็นสำคัญ

 เมื่อไม่มีเอกสารแทงออกมาว่าอย่างนั้นก็ไม่อาจฟ้องเรียกร้องกันได้ตามกฎหมาย   อย่าว่าแต่ดอกเบี้ยหาย  ต้นเงินก็ไม่ได้   กลายเป็นหนี้สูญของเจ้าหนี้ไปเลย

 คนเป็นเจ้าหนี้ที่หวังจะรวยเร็วจากดอกเบี้ย หรือลูกหนี้ที่หวังจะได้เงินมาอย่างรวดเร็ว เป็นผู้ที่ควรได้รับการดูแลทั้งคู่   การดูผลประโยชน์กับความงกเป็นเรื่องปกติของคนเรา  แต่เรื่องจะยาวหากทำโดยขัดต่อกฎหมาย  พร้อมใจหันมาอยู่ในระบบจะดีกว่า

"ศรัณยา ไชยสุต"