บันเทิง

เงินทองของนอกกายคิดแบบผู้ชายชื่อ'ซันนี่'

เงินทองของนอกกายคิดแบบผู้ชายชื่อ'ซันนี่'

26 พ.ย. 2552

ถ้าพูดถึงหนุ่มฮอตในโลกของภาพยนตร์ เชื่อว่าต้องมีรายชื่อของพระเอก ซันนี่ สุวรรณเมธานนท์ พ่วงเข้าไปด้วยแน่นอน แต่มีหลายเสียงที่บอกว่าพระเอกหนุ่มคนนี้ เป็นหนุ่มที่มีโลกส่วนตัวสูง แม้ที่ผ่านมาจะมีหลายเจ้า อยากได้ไปร่วมงาน แต่ก็จะเลือกรับเป็นบางอย่างเท่านั้น

 เป็นคนไม่รับงานเยอะ เพราะอะไร
 อ่านแล้วมันไม่รู้สึกอยากทำก็เท่านั้นเอง อ่านแล้วรู้สึกไม่ชอบ หลายๆ อย่าง หลายๆ ปัจจัย ไม่รู้ว่าคนติดต่อมาเยอะหรือเปล่า แต่ก็มีติดต่อมาเสมอ ส่วนใหญ่จะเป็นหนัง ละคร แล้วก็พิธีกร แต่ที่ไม่รับแน่ๆ ที่รู้สึกได้ คือเดินแบบ กับเล่นละครหลังข่าว แนวดราม่า เพราะรู้สึกว่าคงทำได้ไม่ดี ศาสตร์การแสดงมันคนละแบบกับที่ผมเคยเล่นมา ความเชื่อการแสดงของตัวผม คือสิ่งที่เป็นธรรมชาติ มันไม่มีรูปแบบ แต่อย่างในละคร มันต้องมีรูปแบบ ถ้าเสียใจก็ต้องทำหน้าเสียใจ ผมไม่เชื่อ ผมทำแล้วคงเล่นได้ไม่ดี ให้คนที่เขาเก่งๆ เล่นกันดีกว่า

 ปฏิเสธไปเยอะๆ ไม่กลัวโดนว่าเรื่องมากหรือ
 คงโดนว่าอยู่ ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ผมทำเพราะความชอบส่วนตัวมากกว่า เงินทองมันของนอกกาย มันมีความสุขมากกว่า ถ้าทำแล้วตัวเราได้วิเคราะห์เองว่าจะแสดงยังไง มากกว่าจะไปเล่นเฉยๆ แล้วมาเอาตังค์ ความสุขคนละอย่างกันเลย

 ดูลักษณะนิสัย ซันนี่ ไม่น่าจะมาเล่นหนังได้
 ตอนแรกไม่เคยคิดเลย ตอนแรกจะเล่นเรื่องเดียว แต่พอมาเล่นก็รู้สึก ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมรู้สึกดีเวลากลับบ้าน เป็นสิ่งที่เรารัก ทำยังไงก็ไม่มีทางเบื่อ คือผมทำอะไรมา มันก็เบื่อ แต่อันนี้ไม่เบื่อ พอได้คิดว่าตัวละครเป็นยังไง ได้เชื่อบางสิ่งบางอย่าง ว่าจะทำยังไง ว่าจะสร้างมิติตัวละครขึ้นมา โดยที่แค่ผ่านตัวผม จริงๆ ผมชอบพวกดราม่า ถ้าจะให้เขียนบท หรือเล่น แต่ผมอยากทำให้มันครบ ตอนนี้อยากทำคอมเมดี้ให้สุด ถ้ามันสุดเมื่อไหร่ อย่างในซิทคอม "เนื้อคู่ประตูถัดไป" ถ้ารู้สึกว่าผมคงตลกมากกว่านี้ไม่ได้อีกแล้ว ก็คงมาแนวชีวิตบ้าง

 คิดอยากทำเบื้องหลังไหม
 คิดอยู่เหมือนกัน ว่าอยากทำเบื้องหลัง ตอนนี้เริ่มเขียนบทแล้ว จริงๆ แล้วไม่ได้เรียนอะไรเกี่ยวกับพวกนี้มา แต่เหมือนได้ประสบการณ์จากงานที่เราทำแล้วก็ดูหนังเยอะด้วย คาดว่าอยากจะกำกับด้วย ตอนนี้เขียนบทก่อน อยากเขียนเอง กำกับเอง ผมเชื่อในเรื่องบอร์น ทู บี ประมาณหนึ่ง ผมเชื่อว่าเราต้องทำเต็มที่ เต็มความสามารถ ในอาชีพของเรา ไม่ใช่แค่ทำลวกๆ มันเป็นสิ่งเดียวที่ผมรัก ตั้งแต่เริ่มทำนั่นทำนี่มา มันเป็นความภูมิใจเหมือนกัน ถ้าทำแล้วมีคนเชื่อว่าเราเป็นอย่างนั้น มันภูมิใจมากกว่าได้เงินเสียอีก ตอนนี้ก็เขียนเรื่องสั้นไป 1 เรื่องแล้ว อีกเรื่องก็พยายามจะพัฒนาให้เป็นบทหนังอยู่ เป็นสไตล์ของผมเอง บอกแนวหนังไม่ถูกเหมือนกัน แต่มันไม่อ้างอิงเหตุการณ์จริงในปัจจุบัน ไม่ใช่แนวอวกาศนะ แต่อาจจะเป็นโลกคู่ขนาน

 เป็นคนมักน้อย
 ผมรู้นะว่าความต้องการของผมคืออะไร ผมไม่ต้องการจะซื้อรถ 2-3 คัน แล้วค่อยไปซื้อบ้าน ผมมีความสุขบางอย่างกับสิ่งที่เป็นอยู่ ตอนนี้ความสุขของผมคือได้แสดง หลังจากนั้นอาจจะเป็นอย่างอื่น แล้วก็มีเงินไปให้ที่บ้าน ครอบครัวผมไม่ได้คิดว่าแกต้องไปรวยให้คนมอง ว่าแกมีสิบล้าน แล้วแกจะประสบความสำเร็จ คนเรามองไม่เหมือนกัน บางคนแค่ทำนาเพราะเขารัก แค่นี้ก็มีความสุขในชีวิตแล้ว ไม่ใช่หวังน้อย แต่บางทีให้ไปรวย ก็อาจจะไม่ชอบเท่านี้ คนเราไม่เหมือนกัน ที่บ้านผมเขาก็เชื่อในตัวผม เชื่อในจิตสำนึกเรา คนแก่งแย่งกันก็เยอะแล้ว แค่นี้สังคมก็แย่งอำนาจกันจะตายแล้ว ผมไม่เป็นบ้าง ก็ไม่ผิด

 คิดอย่างคนไม่มีครอบครัว
 ใช่ อนาคตเราอาจจะคิดอีกแบบก็ได้ แต่ถ้าคิดในตอนนี้ ผมไม่เคยคิดจะมีครอบครัวเลย ครอบครัวเดิม คุณพ่อคุณแม่ ก็ยังดูแลได้ไม่ดีเลย ถามว่าผมคิดพอเพียงไหม ก็คงงั้น ผมว่าถ้าเข้าใจความต้องการของตัวเอง ถามตัวเองจริงๆ ผมว่าทุกอย่างเป็นอิทธิพลจากสังคม จริงๆ พวกสิ่งของมันเป็นแค่รูปธรรม

 ภูมิใจในตัวเองตรงไหน
 ภูมิใจไม่เกี่ยวกับงานหรืออะไร แต่ภูมิใจที่จิตสำนึกผมเป็นคนดี ผมไม่ใช่คนชั่ว คนเลวผมไม่ได้ไปทำอะไรเพื่อแย่งคนอื่นมา ไม่ได้ไปโกงประเทศชาติ ถ้าใครจะมาหาว่าผมเป็นอย่างนั้น ผมจะรู้สึกว่าไม่ได้ ผมภูมิใจในสิ่งนี้ของผม คุณจะมาเอาสิ่งนี้ไปจากผมไม่ได้

 ถ้าจะมีคู่ใจจะเลือกผู้หญิงแบบไหน
 ผมไม่ได้คิดเรื่องนี้เลย ทำไมคนชอบมองว่าเรื่องนี้สำคัญสุด ผมเห็นตามทีวี ต้องมีส่งข้อความรักคนนี้คนนั้นจังเลย แต่สำหรับผม มันไม่ได้สำคัญขนาดนั้น เพราะสังคมหรือเปล่า ทุกคนเลยมองเรื่องนี้สำคัญสุด หรือว่าถ้าขึ้นคานแล้วอายหรือไง ผมไม่ใช่คนขี้เหงา ไม่คิดว่าต้องมีคนนี้อยู่ เพื่อพึ่งพากันยามแก่

 คนที่คบเข้าใจในความเป็นซันนี่ไหม
 ไม่รู้ผู้หญิงเขาเข้าใจไหม แต่คนเราก็เกิดมาคนเดียว ผมอาจจะอย่างนี้ก็ได้มั้ง เพราะอย่างนี้มั้งถึงไปหมด (หัวเราะ) ก็อย่าอ่อนแอสิ ถ้าทุกคนแข็งแรงก็ไม่น่าจะมีปัญหาอะไร เคยมีแฟน แต่ไม่รู้เขาเข้าใจผมหรือเปล่า ไม่เข้าใจก็ไม่เป็นไร ถ้าเขาบอกให้ผมปรับตัว ก็แล้วแต่ ถ้ารู้สึกว่ามันดี ก็ทำ แต่ถ้าไม่รู้สึกว่าเป็นเรื่องดี หรือไม่อยากทำก็ไม่ทำ แล้วแต่ว่าผมอยากทำให้เขาหรือเปล่า ผมจะไม่มานั่งฝืนหรือพยายามจะเปลี่ยนเพื่อใคร ถ้ามันไม่ใช่ ถ้าไม่รู้สึกก็ไม่ทำ แล้วเป็นเรื่องของเขาแล้วว่าเขาจะคิดยังไง ถ้าไม่ใช่ก็ไม่ใช่

 ที่ผ่านมาเคยอยากทำเพื่อใครบ้างไหม
 บ้างเป็นบางอย่าง บางอย่างก็ไม่ มันไม่มีอะไรตายตัว ต้องอย่างนี้ๆ นะ อยากทำก็ทำ ผมไม่สนว่าต้องฝืน ถ้าไม่ใช่ก็ไป ไม่ต้องมาดึงไว้ คนเราไม่ใช่สิ่งของ ผมไม่เคยมองกลับไปแล้วเสียใจสิ่งที่เกิดขึ้นในชีวิตผมสักอย่างเลยนะ ไม่เคยมองกลับไปแล้วเสียใจเลย เพราะคิดว่าชีวิตคนเรามันก็เป็นอย่างนี้ มันเป็นตัวตนของเรา มันก็มีที่เสียใจบ้าง แต่เข้าใจและยอมรับมัน

 นี่แหละ...ซันนี่