
"บิ๊ก เมาเท่น มิวสิก เฟสติวัล" ฝันครั้งใหม่ของ "ป๋าเต็ด"
ซุ่มเงียบไปเกือบปีเพื่อคิดโปรเจกท์ยักษ์ "บิ๊ก เมาเท่น มิวสิก เฟสติวัล 2010" เทศกาลดนตรีที่ "เต็ด" ยุทธนา บุญอ้อม ฝันไว้ว่าอยากให้เกิดขึ้นจริงในเมืองไทย เพื่อเทียบชั้นเทศกาลดนตรีใหญ่ๆทั่วโลก
วันนี้ป๋าเต็ด (ชื่อที่หลายคนคุ้นเคย) พร้อมแล้วกับการสร้างสรรค์ผลงานชิ้นนี้ให้เป็นจริงในวันที่ 5-6 กุมภาพันธ์ ณ โบนันซ่า เขาใหญ่ ภายใต้คอนเซ็ปต์ "มัน ใหญ่ มาก" ภายใต้หน่วยงานใหม่ที่ชื่อ "เกเร" ในเครือจีเอ็มเอ็ม แกรมมี่ โดยใช้เงินทุนกว่า 50 ล้านบาท และตั้งเป้าไว้ว่าจะมีผู้ร่วมงานกว่า 3 หมื่นคน
"เต็ด" ยุทธนา เผยถึงที่มาของเทศกาลดนตรีครั้งนี้ ว่าเป็นความฝันตั้งแต่เมื่อครั้งเป็นโต้โผจัดเทศกาลดนตรีแฟต เฟสติวัล แล้วว่าอยากเห็นเทศกาลดนตรีที่ใหญ่เฉกเคยที่เห็นต่างประเทศ กระทั่งย้ายมาทำงานที่แกรมมี่ บริษัทใหญ่ที่มีศักยภาพพร้อม บวกกับสภาพแวดล้อมทุกวันนี้ที่อำนวย ไม่ว่าจะเป็นผู้คนที่คุ้นชินกับการไปผจญภัยกับการดูเทศกาลดนตรีในสถานที่ต่างๆ รวมถึงในแง่ของสปอนเซอร์เองก็เริ่มเข้าใจกับการทำงานลักษณะนี้แล้ว จึงคิดว่าถึงเวลาที่จะลุกขึ้นมาทำฝันให้เป็นจริง
"พี่บูลย์ (ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม บิ๊กบอสแกรมมี่) เองพูดถึงการทำเทศกาลดนตรีมาตลอดเวลา เรียกว่าก่อนที่ผมจะกลับเข้ามาทำงานที่แกรมมี่อีกครั้งเสียอีก พอเข้ามาทำงานที่นี่เกือบ 3 ปีในการประชุมทุกครั้งพี่บูลย์ก็จะพูดถึงเทศกาลดนตรีทุกครั้ง ผมจึงปั้นโปรเจกท์นี้ขึ้นมาแล้วนำไปเสนอ ซึ่งประชุมครั้งแรกก็ผ่านเลย เพราะเหมือนเป็นฝันของทุกคน
หากเทียบกับเทศกาลดนตรีอื่นๆ งานนี้ถือเป็นงานก้าวกระโดด แต่ผมว่าเราพร้อมที่จะทำแล้ว เป็นโปรเจกท์ที่ท้าทายมาก เงินลงทุนก็สูงมาก เรียกว่าสูงขนาดที่ว่าไม่ว่าจะขายสปอนเซอร์ขนาดไหนก็ไม่พอ ต้องบวกเงินค่าบัตรผ่านประตูเข้าไปอีกเป็นหมื่นใบขึ้นไปถึงจะเท่าทุน ถามว่าเสี่ยงไหม ผมว่าทุกอย่างเสี่ยงหมด แต่อยู่ที่เรามากกว่าว่าเตรียมงานมากน้อยขนาดไหน"
ถามว่าหากให้เปรียบเทียบว่าเทศกาลดนตรีครั้งนี้จะยิ่งใหญ่เทียบเท่ากับเทศกาลดนตรีใดในต่างประเทศ ป๋าเต็ด ยอมรับว่าเปรียบเทียบยาก เพราะเทศกาลดนตรีของต่งประเทศมีความหลากหลายมาก แต่หากถามถึงเป้าหมายว่าอยากเดินไปให้ถึงจุดไหน เขาเองอยากเดินไปให้ถึงฟูจิร็อก หรือกลาสตันเบอรี่ ซึ่งยังไม่อยากไปเทียบชั้นตอนนี้ เพราะทั้งสองเทศกาลได้จัดขึ้นมานานมากแล้ว รวมถึงขอบเขตการสร้างงานใหญ่กว่ามาก เพียงแต่หวังว่าใน 5-10 ปีจะเดินไปให้ถึง
เมื่อถามถึงความแตกต่างของเทศกาลดนตรีครั้งนี้กับเทศกาลดนตรีอื่นๆ ที่จัดในบ้านเรา หัวเรือใหญ่ของการจัดงาน เล่าให้ฟังเป็นฉากๆ ว่า
"โดยรวมเราให้ความสำคัญกับโปรดักชั่นดีไซน์มาก หากเดินเข้าไปในงานแล้ว เราไม่อยากให้บรรยากาศเหมือนกับการเดินไปดูคอนเสิร์ตหนึ่งที่ย้ายเวทีมาเล่นที่ใหม่เท่านั้น มองไปจะต้องเห็นทุกส่วนของงาน ซึ่งหลักๆ ประกอบด้วย 3 เวทีใหญ่ ผับ 3 ผับ นอกจากนี้ยังมีตลาดนัดความยาว 2 สนามฟุตบอล แบ่งเป็นโซนต่างๆ ให้ได้เดินเที่ยว เช่น โซนพารากอน รูปแบบการตกแต่งจะเก๋ มีดีไซน์ โซนเยาวราชที่จะเป็นส่วนของกินล้วนๆ และโซนสยามสแควร์ งานประดิษฐ์ ของทำมือ
ในแง่ของรายชื่อของศิลปินที่จะมาเล่น ที่ผ่านมาหลายคนจะบอกว่าเทศกาลดนตรีก็จะมีศิลปินคล้ายๆ กัน แต่สำหรับงานนี้เราค่อนข้างมั่นใจว่าเราครบที่สุด แน่นอนวงดังๆ ที่ทุกคนอยากเห็นมาหมด ไม่ว่าจะเป็นกรู๊ฟไรเดอร์ส ทีโบน โมเดิร์นด็อก สครับบ์ ในขณะเดียวกันวงดังๆ ที่ไม่ค่อยได้เห็นกันในเทศกาลดนตรีทั่วไปอย่าง บิ๊กแอสส์ บอดี้สแลม ก็มาเล่น รวมถึงวงที่หลายคนคิดถึงและไม่เคยขึ้นเวทีใหญ่ขนาดนี้มาก่อนก็มีให้ดู อย่าง วงพราว ทูเดย์อะโกคิดส์ สยามซีเคร็ทเซอร์วิสที่จะกลับมารวมตัวกันเป็นพิเศษ ส่วนในพื้นที่ของผับก็จะเป็นพื้นที่ของวงอินดี้ ซึ่งเทศกาลดนตรีใหญ่ๆ จะไม่มีพื้นที่ให้วงเหล่านี้ได้แสดงฝีมือ รวมแล้วกว่า 60-70 วง"
อีกจุดหนึ่งที่แตกต่าง ป๋าเต็ด บอกว่าบิ๊ก เมาเท่น จะเป็นเทศกาลดนตรีที่ยาวต่อเนื่องตลอด 48 ชั่วโมง แม้งานแสดงเวทีจะเบรกเป็นช่วงๆ แต่กิจกรรมในงานก็จะเปิดตลอด 24 ชั่วโมง โดยหลังจากเวทีใหญ่ปิดช่วงเวลา 02.00 น. ผับทั้งสามก็จะเปิดขึ้นต่อเนื่องไปจนถึง 06.00 น. นอกจากนี้ตลอดวัน ตลอดคืนก็จะมีสวนสนุก มีจุดให้ถ่ายรูป และกิจกรรมอื่นๆ อีกมากมาย บนพื้นที่ 1 ตารางกิโลเมตร ของโบนันซ่า เขาใหญ่ ซึ่งได้เปิดให้กว้างขึ้น โดยขยายจุดจอดรถจุดใหม่เพิ่มเข้าไปอีก จึงทำให้มีพื้นที่ใช้งานได้เพิ่มมากขึ้น
"เรื่องของที่พัก เราจะมีพื้นที่ให้กางเต็นท์ในโซนที่เตรียมไว้ประมาณ 4,000 กว่าล็อก โดยเปิดจองพื้นที่ขนาด 4*4 เมตร ในราคาเพียง 300 บาท ซึ่งสามารถเอาเต็นท์มากางเองได้ทั้ง 2 คืน สำหรับเรื่องของสาธารณปูโภค เราโชคดีที่จัดหลังคนอื่น ทำให้ได้เรียนรู้ปัญหาที่เกิดขึ้น โดยครั้งนี้โบนันซ่าจะสร้างห้องน้ำเพิ่มให้ จากเดิม 200 ห้อง ก็เพิ่มอีกเท่าตัว แล้วเราก็ยังเตรียมห้องน้ำเคลื่อนที่ไว้ตามจุดต่างๆด้วย นอกจากนี้เรายังได้เรียนรู้จากเทศกาลดนตรีอื่นๆ ด้วยว่าหากห้องน้ำเยอะ แต่สกปรกก็ไม่มีประโยชน์ จึงเพิ่มการดูแลจุดนี้เข้าไปอีกตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อให้สะดวกสบายกันจริงๆ"
ถามต่อว่ากดดันไหมเพราะเป็นงานที่ใหญ่และท้าทาย หนุ่มร่างท้วมคนเดิม บอกว่า เดินมาถึงวันนี้ไม่กดดันแล้ว แต่ยอมรับว่าในช่วงแรกของการเตรียมงานกดดันมาก เหตุเพราะเริ่มต้นลงทุนด้วยเงินเป็นหลักล้านเพื่อสร้างภาพในจินตนาการออกมาเป็นแผนงานที่สัมผัสได้เหมือนจริง เพื่อนำเสนอให้ทุกคนเข้าใจ โดยเฉพาะสปอนเซอร์ แต่เมื่อได้การตอบรับกลับมาดีมาก ทำให้รู้สึกใจชื้นและคิดว่าเดินมาถูกทางแล้ว
สุดท้ายเมื่อถามย้ำว่าหากสิ่งที่ฝันไม่เป็นดังที่คิด เฉกเช่นที่เคยวาดฝันไว้เมื่อครั้งเปิดค่ายอินดี้ในรั้วแกรมมี่อย่าง "สนามหลวง" แต่ท้ายที่สุดแล้ว สนามหลวงกลับไม่สามารถเดินต่อไปได้ จะรู้สึกเช่นใด ป๋าเต็ด ขวัญใจเด็กแนว ตอบว่า
"ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดา ผมทำอะไรมาหลายอย่าง ทั้งประสบความสำเร็จและล้มเหลว แต่ทุกครั้งมันมีเหตุผลของมัน แล้วมันก็คงไม่ใช่จุดที่ทำให้ท้อถอย จนหนีเข้าถ้ำ การมาทำงานครั้งนี้เพราะใกล้เคียงจากสิ่งที่เรามีประสบการณ์มากกว่าการทำค่ายเพลง ผมเองเป็นคนค่อนข้างเปิดไม่เคยมั่นใจเสียขนาดที่ว่างานของเราจะต้องออกมาสมบูรณ์แบบ ไม่มีข้อบกพร่องเลย และเชื่อเสมอว่ามันจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากไม่มีคนมาร่วมด้วยช่วยกัน กับคนดูก็เหมือนกัน ผมไม่รับประกันว่างานนี้จะออกมาสมบูรณ์แบบ หากไม่มีคนดูมาร่วมเป็นส่วนหนึ่งที่สร้างมันขึ้นมา และหากเราทำได้จริงงานนี้จะโตแน่ๆ และจะกลายเป็นงานที่ยั่งยืนทีเดียว ผมว่าเราพร้อมแล้วที่จะไปจุดนั้น" ป๋าเต็ดทิ้งท้ายอย่างมั่นใจ
อยากไปสัมผัสความฝันครั้งใหม่ของผู้ชายร่างกลมคนนี้ สามารถหาซื้อบัตรได้ที่ไทยทิคเก็ตเมเจอร์ ในราคา 1,400 บาท ราคาเดียวเข้าได้ทั้ง 2 วัน



