
หนังไทยปีนี้ รื่นเริงและหลากหลาย
"รื่นเริง" ที่ว่า ไม่ได้หมายความถึงว่าหนังไทยปีนี้ เต็มไปด้วยหนังตลกนะครับ (จริงอยู่ที่หนังตลกยังครองตลาดส่วนใหญ่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์) หากแต่เป็นความ เริงรื่น ของนายทุนทำหนัง (จริงๆ ที่อาจจะวนเวียนอยู่แค่ไม่กี่ค่ายไม่กี่คน) ที่หนังไทยปีนี้ ทำรายได้เฉลี่ย
นอกจากนี้ปริมาณหนังไทยที่เข้าฉายตลอดทั้งปียังมากกว่าตลอด 4-5 ปีที่ผ่านมา คือตกราว 50-52 เรื่อง และถึงแม้พิจารณาจากภาพรวมของตลาดหนังในบ้านเรา จำนวนหนังไทยที่ออกฉายจะคิดเป็นสัดส่วนเพียง 1 ใน 4 เมื่อเทียบกับหนังต่างประเทศทั้งหมด (ซึ่งนับรวมตั้งแต่หนังฮอลลีวู้ด และหนังจากชาติอื่นทั้งจีน เกาหลี ญี่ปุ่น อิหร่าน ฝรั่งเศส ฯ) แต่รายได้หนังไทยนั้นถือว่าไม่น้อยหน้า เพราะหนังรักเล็กๆ อย่าง “รถไฟฟ้ามาหานะเธอ” ยังเป็นถึงรองแชมป์หนังทำเงินสูงสุดของปี (ณ ขณะนี้) ต่อจากหนังฟอร์มอภิมหายักษ์อย่าง “2012” และ “Tranformers: Revenge of Fallen” เท่านั้น ที่สำคัญหนังไทยปีนี้ถือว่าคึกคักไม่น้อย ที่ผ่านมามีกระแสให้ได้พูดถึงอย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่หนังร้อยล้านอย่าง ‘รถไฟฟ้าฯ’ และ ‘5 แพร่ง’ หรือหนังที่สร้างกระแสให้ตัวเองเพื่อหวังทางการตลาดอย่าง “สาระแนห้าวเป้ง” และ “แฟนเก่า” ซึ่งก็ประสบผลสำเร็จซะด้วย เพราะเรื่องแรกกวาดไป 90 ล้าน ส่วนเรื่องหลังก็เก็บไปเบาะๆ 50 ล้านบาท
ใช่เพียงความสำเร็จในบ้านตัวเองเท่านั้น หนังไทยปีนี้ยังออกไปสร้างชื่อนอกบ้าน ประกาศศักดาในต่างประเทศให้เป็นที่รู้จัก ไม่ว่าจะเป็นเจ้าเก่าขาประจำสำหรับหนังของผู้กำกับ เป็นเอก รัตนเรือง ที่ปีนี้ “นางไม้” ของเขา ได้รับเลือกให้เข้าประกวดในเทศกาลที่ทรงอิทธิพลที่สุดในโลกอย่างเทศกาลหนังเมืองคานส์ ประเทศฝรั่งเศส หรือหนังสารคดีเรื่อง “สวรรค์บ้านนา Agarian Utopia” ก็ตระเวนเดินสายไปกวาดรางวัลจากเทศกาลหนังทั่วโลก (หนังเข้าฉายในเทศกาลหนังบางกอก ฟิล์ม เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา และน่าจะเข้าฉายในวงกว้างให้ได้ดูกันปีหน้า แต่ก็ฉายแบบจำกัดโรง) และล่าสุดกับ “เจ้านกกระจอก Mundane History” ที่เพิ่งเปิดตัวในเทศกาลเวิลด์ ฟิล์ม ก่อนหน้านี้ก็ได้รับเลือกเข้าประกวดในเทศกาลหนังปูซาน ประเทศเกาหลีใต้ และยังได้รับทุนสร้างจากหลายๆแห่งในต่างประเทศอีกด้วย (หนังน่าจะเข้าฉายปีหน้าเช่นกัน)
มาดูที่ ‘ความหลากหลาย’ บ้างครับ หนังไทยปีนี้จัดว่าครบรส ครบเครื่อง หลากรูปแบบ หลายแนวทาง แม้จะไม่ค่อยแตกต่าง แต่ก็ถือว่ามากกว่าทุกปี เรามีหนังดราม่าฆาตกรรมชั้นดีอย่าง “เฉือน” ที่นอกจากโดดเด่นด้วยสไตล์แล้ว ยังสอดแทรกประเด็นทางสังคมเอาไว้ได้อย่างน่าสนใจ (น่าจะเป็นหนังที่กวาดรางวัลมากที่สุดเรื่องหนึ่งของปีนี้) เรามีหนังแอ็กชั่นที่ทำโปรดักชั่นได้มาตรฐานเทียบเคียงกับต่างประเทศได้ไม่ยากอย่าง “ท้าชน” เรามีหนังแอนิเมชั่น ที่มาตรฐานงานสร้างนั้น สามารถอวดชาวโลกได้อย่างภาคภูมิกับ “ก้านกล้วย 2” มีหนังที่แสดงถึงความมุ่งมั่นทะเยอทะยานของคนทำงานอย่าง “2022 สึนามิ วันโลกสังหาร” “5 หัวใจฮีโร่” “บิดพิภพ ทะลุโลก” (แม้ทุกเรื่องที่เอ่ยมาจะล้มเหลวอย่างสิ้นเชิงด้านรายได้ แต่ถือเป็นความตั้งใจที่น่าชมเชย) และมีหนังที่สร้างขึ้นด้วยทัศนคติดีๆ เป็นงานที่สมควรให้กำลังใจและให้การสนับสนุนอย่าง “ความสุขของกะทิ” “ความจำสั้นแต่รักฉันยาว” “A Moment in June ณ ขณะรัก” “สามชุก” “อนุบาลเด็กโข่ง” รวมทั้งหนังที่พยายามจะผสมผสานงานพาณิชย์เข้ากับเนื้อสาระ แม้ภาพลักษณ์ภายนอกจะพะยี่ห้อหนังผีหนังตลก ที่เน้นตลาดส่วนใหญ่ แต่เนื้อหาข้างในกลับทำได้เข้าท่า น่าพูดถึง สำหรับหนังอย่าง “ฟ้าใสใจชื่นบาน” “หลวงพี่กับผีขนุน” “เชือดก่อนชิม” และ “มหา’ลัย สยองขวัญ”
หากการเกิดขึ้นของพื้นที่สำหรับหนังอิสระ จะมีมาได้ 2-3 ปีแล้ว ปีนี้ยังเป็นห่วงอยู่ว่าจะมีผู้กล้ารายใด หรือคนทำหนังหน้าใหม่ นำหนังของตัวเองออกฉายให้สาธารณะชนได้ดูกันบ้าง และสุดท้ายก็ขอปรบมือให้แก่ความตั้งใจดีของคนเกี่ยวข้องเมื่อหนังสารคดีเรื่อง “พลเมืองจูหลิง” ของอาจารย์ ไกรศักดิ์ ชุณหะวัณ ถูกนำออกฉายให้ได้ชมกันในวงกว้าง (แม้จะฉายที่โรงหนังเฮ้าส์ อาร์ซีเอ เพียงแค่แห่งเดียวก็ตาม) รวมทั้ง “เซ็งเป็ด” หนังอิสระของคนทำหนังหน้าใหม่ที่สร้างจากเรื่องราวอันโด่งดังในสังคมออนไลน์ ที่มีคนสนใจติดตามอ่านกันมากที่สุดเรื่องหนึ่ง (หนังเข้าฉายที่ลิโด้ สยามสแควร์เพียงแห่งเดียวเช่นกัน)
ในความหลากหลายที่ว่านั้น เราก็ยังจะเห็นหนังที่ย่ำอยู่กับความคิดและรูปแบบเก่าๆ ด้วยวิธีการเดิมๆ ทั้งพล็อต และการเล่าเรื่อง มีงานสร้างเชยๆ ที่วนเวียนอยู่กับการหาจุดขายแบบชาวบ้านๆ ด้วยแนวคิดตลกวิ่งหนีผี ไม่ว่าจะเป็นหนังอย่าง “ผีตุ๋มติ๋ม” “กระสือฟัดปอบ” “จ๊ะเอ๋ โกยแล้วจ้า” (โดยเฉพาะสองเรื่องหลังมาจากค่ายและคนทำคนเดียวกัน) หนังแอ็กชั่นที่ไม่ได้อะไรมากไปกว่าเตะต่อย(แค่นี้จริงๆ) อย่างเช่น “สามพันโบก” และ“อะดรินาลีน คนเดือดสาด” และอีกเช่นกันที่หนังไทยปีนี้ยังมีผู้สร้างหน้าใหม่ๆ เป็นคนชาติตะวันตกที่หันมาใส่ใจและทำหนังที่มีตัวละครหลัก เป็นชนชาติที่พวกเขาอาจจะยังไม่ทำความเข้าใจลึกซึ้งพอ เราจึงได้เห็นหนังไทยที่ถูกถ่ายทอดผ่านมุมมองของฝรั่งตาน้ำข้าวในเรื่อง “Soi Cowboy ซอยคาวบอย” และ “The Elephant King” หรืออาจจะรวมทั้งหนังผีไทยอย่าง “ตอกตราผี” ที่มีคนทำหนังทั้งเบื้องหน้าเบื้องหลังเป็นคนไทยและไต้หวันผสมปนเปกันไปหมด
จำนวนหนังร่วม 50 เรื่อง และตัวเลขรายได้ในปีนี้ ปีที่เศรษฐกิจตกสะเก็ดและรอการฟื้นตัว แต่เมื่อมองอย่างผิวเผิน ธุรกิจหนังยังเป็นอะไรที่หอมหวานและน่าลิ้มลองของนายทุน ขณะเดียวกันยังเป็นเวทีที่น่าท้าทายของคนทำหนังรุ่นใหม่ ส่วนคนทำหนังรุ่นใหญ่ ผู้ยึดการทำหนังเป็นอาชีพ คงต้องหาทางปรับตัวกับโลกของภาพยนตร์ที่เปลี่ยนไปทั้งด้วยเทคโนโลยีและวิธีคิด หนังไทยจะเป็นอย่างไรในปีหน้าและปีต่อๆ ไป คงไม่สามารถคาดการณ์ได้ เพราะปีนี้ที่ว่ากันว่าจะย่ำแย่ สุดท้ายหนังไทยกลับสามารถประคับประคองตัวขึ้นมาได้อย่างน่าชื่นชม ...
แม้หลายคนจะบอกอยู่บ่อยๆ ว่าหนังไทยดีๆ มีน้อย แต่ในความน้อยที่ว่ายังมีอะไรให้ค้นหา และเต็มไปด้วยความหลากหลายให้ลิ้มลอง หากใครบ่นว่า หาหนังไทยดีๆ ดูไม่ค่อยได้ ก็ลองเปลี่ยนไปดูอะไรที่แตกต่างบ้างก็ได้ครับ แค่เปิดโอกาสให้ตัวเอง อาจลดทอนความเบื่อหน่ายกับหนังไทยลงได้บ้าง
"ณัฐพงษ์ โอฆะพนม"



