บันเทิง

กวนเพลงให้น้ำใส - ความเคลื่อนไหววงการแจ๊สไทย (2)

กวนเพลงให้น้ำใส - ความเคลื่อนไหววงการแจ๊สไทย (2)

26 พ.ย. 2552

นอกจาก TIJC แล้ว กิจกรรมคอนเสิร์ตแจ๊สกำลังกลับมาสร้างสีสันในช่วงปลายปีนี้ จนถึงต้นปีหน้า ไม่ว่าจะเป็นการประกวดแจ๊สของ ม.ศิลปากร คอนเสิร์ตของค่ายเพลงฮิตแมนและแพลทตินั่ม เทศกาลแจ๊สตามผับและร้านอาหารชั้นนำบางแห่งในบ้านเรา ผมจึงขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับวงการแจ๊

 แจ๊ส : แรงงานแห่งความรัก
 หลายสิบปีที่ผ่านมา การเกิดขึ้นของดนตรีแจ๊สในสังคมไทย มิได้มาจากแรงขับเคลื่อนทางการตลาด หรือการตัดสินใจดำเนินนโยบายธุรกิจของค่ายเพลงที่เล็งเห็นว่า นี่คือโอเอซิสกลางทะเลทราย

 แจ๊ส ในสังคมไทยมาจากแรงงานแห่งความรัก ทั้งจากเหล่านักดนตรีและบรรดานักฟังที่ตระหนักถึงคุณค่าแห่งการดำรงอยู่ และความไพเราะงดงามของดนตรีแขนงนี้ โดยแรกเริ่มเดิมที แจ๊สคงเป็นที่รู้จักกันในแวดวงแคบๆ ก่อนจะค่อยๆ ขยายตัวตามยุคสมัยที่แปรเปลี่ยน

 ผมขออนุญาตกล่าวถึงการดำรงอยู่ของแจ๊สหรืองานศิลปะใดก็ตาม โดยอ้างการสัมมนาของชุมชนกวีนำโดย เนาวรัตน์ พงษ์ไพบูลย์ เมื่อหลายปีก่อนสักเล็กน้อย

 สาระสำคัญของการชุมนุมกวีในครั้งนั้น มีอยู่ว่า แม้วันหนึ่งสังคมไทยจะไม่เห็นคุณค่าของบทกวี ไม่ว่าจะมาจากวิถีชีวิตอันเร่งรีบ หรือด้วยความหยาบกระด้างของรสนิยมก็ตาม แต่ทุกยุคสมัยก็ต้องมีคนเขียนบทกวีอยู่วันยันค่ำ จะมีผู้ดื่มด่ำกับบทกวีหรือไม่ เป็นอีกเรื่องหนึ่ง

 เช่นเดียวกันกับดนตรีแขนงต่างๆ แม้ดนตรีบางสไตล์อาจมิได้มีรากฐานมาจากวัฒนธรรมดั้งเดิมก็ตามที แต่ด้วยลักษณะอันเป็นสากล ย่อมมีคุณค่าในการดำรงอยู่ ส่วนคนฟังจะเสพรับเห็นถึงสุนทรียภาพมากน้อยเพียงใด ก็เป็นเรื่องของยุคสมัยนั้นๆ สังคมในเวลานั้น

 ในส่วนของดนตรีแจ๊ส ครั้งหนึ่งเราเคยมี “อานนท์ ศิริสมบัติวัฒนา” เป็นหนึ่งในผู้บุกเบิกสำนักตักศิลาที่สร้างนักดนตรีรุ่นใหม่ๆ สู่วงการเพลง ก่อนที่จะมีการเรียนการสอนแจ๊สอย่างเป็นระบบในรั้วมหาวิทยาลัยด้วยซ้ำ

 อานนท์ เป็นผู้ก่อตั้งวงดนตรี “อานนท์ แจ๊ส แบนด์” ที่บรรเลงประจำ ณ แซกโซโฟนผับ อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ แม้เขาจะเสียชีวิตจากอุบัติเหตุจมน้ำ ณ กาญจนบุรี มานานกว่า 10 ปีแล้ว แต่ทุกวันนี้ วงดนตรี “อานนท์ แจ๊ส แบนด์” ยังบรรเลงประจำอยู่ที่นั่น เช่นเดียวกันกับลูกศิษย์กว่าสิบชีวิตที่มีบทบาทอยู่ในแวดวงดนตรีแจ๊สของไทย ทั้งในด้านการแสดงดนตรีและการถ่ายทอดวิทยายุทธสู่คนรุ่นใหม่

 ตลอดชีวิตของครูอานนท์ เขาได้พิสูจน์ให้เห็นว่า แจ๊สมิใช่เรื่องของการผลิตแบบอุตสาหกรรม โดยไร้ซึ่งจิตวิญญาณ เพราะแจ๊สเป็นเรื่องของอารมณ์ความรู้สึกที่จริงแท้ การที่นายทุนสักรายจะหยิบเงินสักก้อนออกมาลงทุน เพื่อหวังจะเก็บเกี่ยวผลลัพธ์ในบั้นปลาย อาจจะตัดสินใจผิดอย่างมหันต์ก็เป็นได้

 เพราะเหนือไปกว่านั้น คนฟังแจ๊ส มิใช่วัยรุ่นไร้วิจารณญาณที่จะหลอกขายเพลงได้ง่ายๆ เหมือนอย่างที่เคยทำมา

คนฟังอ่อนแอ - สื่อไร้พลัง
 วันดีคืนดี เมื่อค่ายใหญ่หันมาทำเพลงแจ๊ส คำถามแรกของพวกเขาคือ จะใช้สื่อที่ไหนในการนำเสนอผลงานออกสู่สาธารณะ ที่เห็นๆ ก็มีแต่สื่อบันเทิงเริงรมย์ไปวันๆ เท่านั้น ครั้นจะให้ดีเจวัยใสแนะนำเพลงก็ดูไม่น่าเชื่อถือนัก

 เรื่องนี้กลายเป็นเหตุและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกันอย่างแยกไม่ออก เพราะที่ผ่านมา อุตสาหกรรมเพลงได้สร้างวงจรอุบาทว์แก่วัฒนธรรมการฟังเพลงไว้ 2 เรื่องใหญ่

 อย่างแรก - ทำให้คนฟังเชื่องลง เพื่อให้คนฟังตามแฟชั่น ฟังตามกระแส เข้าทำนองว่า “คนอื่นเขาฟังกัน ฉันเลยฟังตาม” ดังนั้น คนฟังเพลงบ้านเราจึงเคยชินกับการป้อนเพลงใส่จิตสำนึกของพวกเขา โดยไม่เคยมีพฤติกรรมหาเพลงดีๆ ฟัง ตั้งแต่ออกจากท้องพ่อท้องแม่แล้ว

 จนเมื่อวันหนึ่ง คนกลุ่มนี้กลายพันธุ์ (mutant) พวกเขาเรียนรู้ที่จะแบ่งปันไฟล์ดิจิทัลให้แก่กันและกัน โดยไม่ต้องเป็นทาสอีกต่อไป ระบบการจัดเก็บผลประโยชน์ของค่ายเพลงก็มีปัญหาขึ้นมา

 อย่างที่สอง - อุตสาหกรรมเพลง ทำให้สื่อมวลชนอ่อนแอ ขาดวิจารณญาณ ความเป็นกลาง และมองหน้าที่ของตัวเอง เป็นแค่ “เมสเซนเจอร์” ในการส่งข่าวสารที่ค่ายเพลงต้องการไปยังผู้ฟัง ไม่ว่าจะเป็นสื่อวิทยุและทีวี ที่ใช้เงินมหาศาลซื้อเวลา เพื่อเปิดเพลงของตัวเองเป็นเวลานานถึง 20 ปี หรือจะเป็นการใช้เงินซื้อสื่อสิ่งพิมพ์ เพื่อให้เขียนเชียร์อัลบั้มของตัวเอง

 เมื่อสื่อเป็นแค่ “เมสเซนเจอร์” โอกาสที่สังคมไทยจะได้เห็นสื่อที่พยายามค้นหาผลงานดีๆ มาแนะนำให้ผู้ฟังจึงมีน้อยเต็มที คนอย่าง ทิวา สาระจูทะ, มาโนช พุฒตาล, วิโรจน์ ควันธรรม มีพื้นที่ค่อนข้างจำกัดของตัวเองในการนำเสนอความคิดเห็น และที่สำคัญ เรามีคนคุณภาพระดับนี้ในสายอาชีพสื่อมวลชนด้านดนตรีน้อยจนน่าใจหาย

 คำถามที่น่าสนใจคือ เราจะมองหาสื่อมวลชนในการขับเคลื่อนให้ข่าวสารของแวดวงดนตรีในฟากฝั่งที่กำลังเคลื่อนไหวอย่างก้าวหน้าได้เพียงใด

"อนันต์ ลือประดิษฐ์"