บันเทิง

คิดสวนทาง - ฝันสลาย

คิดสวนทาง - ฝันสลาย

24 พ.ย. 2552

ประมาณปี 1996 มีนักบริหารท่านหนึ่งมาสัมภาษณ์ผมแล้วก็เอาบทสัมภาษณ์นั้นไปวิเคราะห์ สมองของผมโดยแบ่งสมองของผมออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ สมองด้านหน้า (Cerebral) ซีกซ้ายและซีกขวา และสมองด้านหลัง (Limbic) ซีกซ้ายและซีกขวา ตามวิธีของ Herrmann Brain Dominance Instrum

 ผมใช้สมองซีกขวาทั้งด้านหน้าและด้านหลังรวมกันถึง 66% สมองซีกซ้ายทั้งด้านหน้าและด้านหลังใช้เพียง 34% สมองซีกขวาเป็นส่วนที่ควบคุมเรื่อง จินตนาการ (Imaginative) ศิลปะ (Atristic) การมีปฏิสันถารกับผู้คน (Interpersonal) ความรู้สึกทางใจที่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งเร้า (Emotional) ความสนใจเกี่ยวกับเรื่องจิตวิญญาณและศาสนา (Spiritual) การเป็นนักพูด (Talker) และในที่สุดเรื่อง ความสนใจในด้านดนตรี (Musical)

 สมองซีกซ้ายเป็นส่วนที่ควบคุมเรื่อง ความมีเหตุมีผล (Logical) นักวิเคราะห์ (Analyzer) คณิตศาสตร์ (Mathematical) การเป็นนักแก้ปัญหา (Problem Solver) การเป็นนักวางแผน (Planner) การเป็นนักอนุรักษนิยม (Conservative) การบริหารการจัดการ (Administrative) และ ที่สำคัญเรื่องการเงิน (Financial)

 ผลสรุปโดยรวมคือ สิ่งที่ผมถนัดที่สุดคือเรื่องดนตรี และที่แย่ที่สุดคือเรื่องการบริหาร การเงิน

 ผมจะเป็นคนประเภทที่ “ปิ๊ง” ได้ตลอดเวลาเพราะเป็นคนชอบฝันจนมักจะถูกคนที่อยู่บ้านเดียวกันเบรกว่า “เพ้อเจ้อ” อยู่บ่อยครั้ง แต่ก็มีหลายครั้งที่สิ่งที่ผมฝันไว้นั้นเป็นจริงแต่เป็นฝีมือคนอื่นทำ เพราะเหตุว่าผมไม่ถนัดทางด้าน "การจัดการ" แต่ถนัดทางด้าน "จินตนาการ" มากกว่า จากการวิเคราะห์ของนักบริหารท่านนั้นช่วยให้ผมตาสว่าง ระมัดระวังตัวและพยายามแก้ในส่วนที่เป็นจุดอ่อน หรือหลีกเลี่ยงในเรื่องที่เราไม่ถนัดมากขึ้น โดยเฉพาะเรื่องเงินๆ ทองๆ และการคิดโครงการใหม่ๆ ถ้าให้ เป็นคนคิดเป็นที่ปรึกษาหรือสร้างสรรค์ได้ แต่เป็นผู้บริหารหรือลงทุนไม่เอาเด็ดขาด

 ผมไปอ่านเจอบทความเรื่อง “The Fight Over Michael’s Millions” ในนิตยสาร Fortune ฉบับวันที่ 9 พฤษจิกายน 2009 คือเมื่อต้นเดือนนี้เอง เขียนโดย Richard Siklos อ่านแล้วพอจะนึกภาพความวุ่นวายของไมเคิล แจ็กสัน ออก บทความนี้เขาเขียนขึ้นมาจากการศึกษาเอกสารในการดำเนินคดีต่างๆ และการสัมภาษณ์บุคคลใกล้ชิดที่ได้มีโอกาสทำงานกับไมเคิล โดยเฉพาะอดีตผู้จัดการส่วนตัวของเขาทั้งหลาย

 คงไม่มีใครสงสัยในความสามารถและพลังสร้างสรรค์ทางด้านดนตรีของเขาอีกต่อไป แต่จากบทความนี้ปรากฏว่าในช่วงที่เขาหายหน้าไปจากวงการเป็นเวลาสิบกว่าปีนั้น สาเหตุหนึ่งคือเขาพยายามจะสร้างธุรกิจอื่นๆ ขึ้นมาเพราะเขา เบื่อการที่จะต้องเป็นนักร้องนักแสดง จากความสำเร็จอย่างท่วมท้นที่ไม่มีใครสามารถมาลบสถิติยอดขายและความสำเร็จของเขาได้แล้วในวงการดนตรี ทำให้เขามีความทะเยอทะยานที่จะขยายธุรกิจออกไปในด้านการสร้างภาพยนตร์ การผลิตเกมออนไลน์

 ผลงานเรื่อง Captain EO และภาพยนตร์เรื่อง Moomwalker ที่ไม่มีโอกาสลงโรงฉายก็เป็นผลพวงของความทะเยอทะยานนั้น เขากู้เงินมาถึง 90 ล้านดอลลาร์เพื่อมาลงทุนในโครงการใหม่ๆ ของเขาและเมื่อเวลาผ่านไป 10 ปี ที่ไม่มีผลกำไรอะไรงอกเงยขึ้นมา หนี้ก้อนนี้ก็เพิ่มขึ้นเป็น 435 ล้านดอลลาร์อย่างง่ายดายในปัจจุบัน และยังมีเรื่องวุ่นวายอื่นๆ อีกมากมาย รวมทั้งคดีที่ถูกกล่าวหาว่ากระทำการล่วงละเมิดทางเพศ ที่ถึงจะหลุดมาได้ก็ต้องเสียเงินไปมากมาย

 ความฝันอันไม่มีวันหมดของเขาได้พาเขาให้เข้าไปติดกับดักของตัวเองเพราะไป ทำในสิ่งที่ไม่ถนัด และเมื่อประสบความสำเร็จอย่างสูงแล้วทำให้เขามีความเชื่อมั่นในตัวเองสูงมากจนถึงจะมีที่ปรึกษาที่เก่งกาจ หรือผู้จัดการที่หวังดีและเก่งกาจขนาดไหนก็ไม่สามารถช่วยอะไรได้ เพราะเขาพอใจที่จะฟังเฉพาะเรื่องที่เขาอยากจะฟังเท่านั้น เขาไม่เคยสนใจเรื่องการใช้จ่ายของเขาเลยและแถมยังไม่ดูแลตัวเองอีกด้วย จนผู้จัดการส่วนตัวคนหนึ่งแนะนำให้เขาเซ็นเช็คเองเพื่อที่จะได้รู้ว่าเขาใช้จ่ายอะไรไปบ้าง และยังมีเรื่องอื่นๆ ที่น่าสนใจและน่าตกใจอีกมาก คงต้องขอให้ท่านผู้อ่านไปหาอ่านเอาเองในนิตยสารดังกล่าว

 ผมก็เดาเอาว่าไมเคิลคงมีจุดอ่อนในเรื่องการบริหาร โดยเฉพาะในเรื่องการบริหารการเงินอย่างมาก เป็นคนที่จุดปุ๊บติดปั๊บในเรื่องความคิดสร้างสรรค์ แต่ไม่สนใจลงรายละเอียด เพราะมีความฝันใหม่ๆ ตามเข้ามาไม่หยุดไม่หย่อน แต่อย่างไรก็ตามทรัพย์สินต่างๆ ของเขาที่มีอยู่และที่จะมีต่อไปในอนาคตมีเหลือเฟือเกินพอที่จะชำระหนี้ก้อนดังกล่าวได้ครับ

"จิรพรรณ อังศวานนท์"