บันเทิง

หนังจอกว้าง : Michael Jackson’s This is It

หนังจอกว้าง : Michael Jackson’s This is It

19 พ.ย. 2552

คำโปรยประโยคสุดท้ายก่อนหนังฉายที่บอกว่า ‘For the Fans’ หาก ไมเคิล แจ็กสัน ยังมีชีวิตอยู่ เขาคงต้องการจะสื่อความหมายไปถึงแฟนเพลงของเขาเช่นนั้นจริงๆ เพราะตลอดความยาวเกือบสองชั่วโมง ที่หนังได้บันทึกภาพเบื้องหลังการฝึกซ้อมคอนเสิร์ตครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในชีวิตข

(หากมันเกิดขึ้นจริง อาจถือเป็นประวัติศาสตร์หน้าใหม่ของวงการเพลง เพราะจนถึงขณะนี้ยังไม่มีศิลปินคนไหน สร้างสถิติด้วยการเปิดแสดงคอนเสิร์ตได้ต่อเนื่องถึง 50 รอบ) เราได้เห็นถึงความทุ่มเททั้งแรงกาย แรงใจ สติปัญญา ความรู้ความเชี่ยวชาญนานาประการ ที่สั่งสมในตัว ‘MJ’ เพื่อให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ออกมาดีที่สุดอย่างที่เขาตั้งใจ

 หนังเริ่มด้วยการที่ไมเคิล แจ็กสัน ถึงกับลงทุนนั่งคัดเลือกแดนเซอร์ เพื่อเข้าร่วมในคอนเสิร์ตครั้งนี้ด้วยตัวเองเลยทีเดียว และก็อย่างที่ เคนนี่ ออร์เตก้า ‘Show Director’ (ซึ่งมารับหน้าที่ผู้กำกับหนังเรื่องนี้ด้วย) กล่าวแก่ผู้ที่มาออดิชั่นว่า ‘แดนเซอร์ ที่จะได้ร่วมงานครั้งนี้ ต้องสามารถสะท้อนตัวตนและความสามารถของไมเคิล แจ็กสัน ออกมาให้เห็นบนเวทีด้วย’ บางคนบินมาไกลจากออสเตรเลีย บางคนมาจากยุโรป และอีกหลายคนมีไมเคิล แจ็กสัน เป็นแรงบันดาลใจให้ลุกขึ้นมาเต้นรำ และเมื่อถึงวันหนึ่งพวกเขาก็อยากจะได้ร่วมงานกับไอดอลที่เคยฝันถึงในวัยเด็ก

 “Michael Jackson’s This is It” เป็นสารคดีที่โดดเด่นมากในเรื่องของการตัดต่อ ไม่เพียงภาพ Footage บันทึกการซ้อมของแจ็กสัน ซีเควนซ์ถัดมาหนังก็ย้อนกลับไปเล่าในช่วงเวลาที่แจ็คสันออกมาประกาศเปิดคอนเสิร์ต ‘This is It’ จำนวน 50 รอบ ที่โอทูอารีนา กรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษ ท่ามกลางเสียงโห่ร้องยินดีของแฟนเพลง  ก่อนจะวกกลับมาเล่าเรื่องในสเตเปิ้ล เซ็นเตอร์ สถานที่ฝึกซ้อมคอนเสิร์ตของเขาในลอส แองเจลิส แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นที่มาของฟุตเทจส่วนใหญ่ที่เกิดขึ้นในหนังเรื่องนี้ โดยตัดทอนจากความยาวร่วม 100 ชั่วโมง

 หนังนำเสนอให้เห็นภาพความมุ่งมั่นของไมเคิล แจ็กสัน ในแบบ ‘Perfectionist’ ที่ตั้งใจทำงานเต็มที่เพื่อให้คอนเสิร์ตครั้งนี้ออกมาดีที่สุด เขาจ้ำจี้จ้ำไชกับมือคีย์บอร์ด ให้กดคีย์อย่างที่ต้องการในการสื่อสารอารมณ์ผ่านบทเพลง ‘Human Nature’ หรือออกอาการหัวเสียเมื่อมีปัญหากับการใช้หูฟังระหว่างร้องเพลง ‘I Want You Back’ และเพลงเก่าๆของ แจ็กสันไฟว์ โดยเฉพาะ ‘I’ll Be There’ที่เจ้าตัวตั้งใจมาก นักดนตรีแบ็กอัพทุกคนต่างยกย่องถึงความใส่ใจในทุกรายละเอียด และชื่นชมถึงความเป็นมืออาชีพโดยเฉพาะการรู้จักเพลงของตัวเองทุกเม็ด ทุกโน้ต ทุกเมโลดี้ ชนิดที่หาศิลปินคนไหนทำได้เทียมเท่า

 ไม่เพียงแต่เล่นกับภาพ และจังหวะการตัดต่อเพื่อสร้างอารมณ์ร่วมไปพร้อมๆกับเพลงฮิตที่ถูกหยิบนำมาซ้อมบนเวทีเท่านั้น ทุกๆเพลงใน “Michael Jackson’s This is It” ยังถูกนำมามิกซ์เสียงใหม่ เพื่อให้ได้อรรถรสที่เร้าใจ นอกจากนี้ยังใส่ความตื่นตาด้วยลูกเล่นทางภาพยนตร์ด้วยการโชว์เทคนิคใหม่ๆ ไม่ว่าจะเป็นการซ้อนภาพเข้ากับฟุตเทจหนังเก่าๆ ในเพลง ‘Smooth Criminal’ เราได้เห็นไมเคิล แจ็กสัน ปรากฏร่วมกับดารานักร้องอมตะอย่างริต้า เฮย์เวิร์ธ, ฮัมฟรีย์ โบการ์ต, อิงกริด เบิร์กแมน ผ่านภาพขาวดำในรูปแบบหนังคลาสสิกอย่างกลมกลืน เห็นเหล่าผีร้ายฟื้นคืนชีพจากหลุมฝังศพในเพลง ‘Thriller’ แต่คราวนี้พวกเขามาพร้อมเทคโนโลยีสามมิติ เห็นเหล่ากองทหารนับพันนับหมื่นที่สร้างขึ้นด้วยเทคนิคซีจีที่เริ่มต้นจากเหล่าแดนเซอร์เพียงไม่กี่คนในเพลง ‘They Don’t Care About Us’ หรือจะเป็นไฮไลท์สำคัญกับเพลง ‘Earth Song’ ที่ลงทุนถ่ายทำอย่างยิ่งใหญ่ไม่แพ้หนังทั่วไป ที่เล่าถึงการทำลายโลก ทำร้ายธรรมชาติของมนุษย์ และหากคอนเสิร์ต ‘This is It’ เกิดขึ้นจริง มันน่าจะกลายเป็นซีเควนซ์สำคัญ ที่จะถูกจารึกไว้บนหน้าประวัติศาสตร์ดนตรี เพราะเราจะได้เห็นรถไถขนาดยักษ์กวาดเอาร่างของไมเคิล แจ็คสันในตอนจบ (ในคอนเสิร์ตมีการทำภาพสามมิติจำลองการแสดงในช่วงนี้เอาไว้ได้น่าทึ่งมาก)

 ไม่เพียงการใส่ใจในทุกเพลงที่ตัวเองร้อง งานด้านวิชวล เอฟเฟกท์ ที่ตระเตรียมมาอย่างดี ในระหว่างการซ้อมคอนเสิร์ตครั้งนี้ ไมเคิล แจ็กสัน ยังดูแลทุกข์สุขเพื่อนร่วมงาน จริงใจและให้โอกาสพวกเขาได้แสดงความสามารถเสมอ ‘MJ’ ถึงกับเข้าไปยืนดูจุดปล่อยตัวของเหล่าแดนเซอร์ ที่จะเปิดตัวในเพลง ‘Jam’ ด้วยการพุ่งออกมาจากพื้นเวที การเปิดโอกาสให้ จูดิธ ฮิลล์ คอรัสสาวได้แสดงความสามารถทางการร้อง เมื่อเธอได้มายืนร้องเพลงดูเอ็ทหน้าเวทีกับไมเคิล ในเพลง ‘I Just Can’t Stop Loving You’ และ ‘Man in the Mirror’ หรือการปล่อยให้มือกีตาร์สาวน้อย โอเรียนธี พานาการีส วาดลวดลายโชว์โซโล่เดี่ยวในเพลง ‘Black or White’ และ ‘Beat It’ เหมือนที่เคยเปิดโอกาสให้มือกีตาร์ระดับโลกอย่าง ‘สแลช’ และ ‘เอ็ดดี้ แวน เฮเลน’ โชว์ความสามารถอันเอกอุบนเวทีของเขาเมื่อนานมาแล้ว

 ภายใต้การทำงานอย่างจริงจัง และทุ่มเท เราแทบไม่เคยได้เห็นรอยยิ้มของ ‘MJ’ ปรากฏบนใบหน้า จวบจนเมื่อเขาครวญเพลง ‘Billie Jean’ เดี่ยวๆ บนเวทีโดยมีเหล่าแดนเซอร์คอยให้กำลังใจอยู่เบื้องล่างจบลง สีหน้าเปื้อนยิ้มด้วยความเขินอายก็ปรากฎให้เห็นเป็นครั้งแรกเมื่อทีมงานทุกคนพร้อมใจปรบมือด้วยความทึ่งและชื่นชมในความสามารถของ ‘คิง ออฟ ป๊อป’ คนนี้... ‘ขอพระเจ้าคุ้มครอง’ ดูจะเป็นประโยคที่เขาพูดบ่อยที่สุด ในระหว่างซ้อมคอนเสิร์ตครั้งนี้ และภาพที่เขาสวมกอดเพื่อนร่วมงานทุกคน ต่างยืนยันถึงข้อความสุดท้ายก่อนที่หนังจะจบลงว่า ‘Michael Jackson King of Pop Love Lives Forever" แน่นอนว่า เขาจะเป็นที่รักตลอดกาลในใจแฟนเพลงและคนที่ได้รู้จักเสมอ

 ...มันต้องอย่างนี้สิ ไมเคิล แจ็กสัน... ประโยคนี้ดังกังวานอีกครั้งระหว่างเพลง ‘This is It’ บรรเลงควบคู่ไปกับ End Credit ที่ทำให้เรายังนึกถึงเขาอยู่ไม่ลืมเลือน

ณัฐพงษ์ โอฆะพนม