บันเทิง

กวนเพลงให้น้ำใส-ความเคลื่อนไหววงการแจ๊สไทย (1)

กวนเพลงให้น้ำใส-ความเคลื่อนไหววงการแจ๊สไทย (1)

19 พ.ย. 2552

เมื่อต้นสัปดาห์นี้ คณาจารย์จากวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล นัดพบสื่อมวลชนกลุ่มเล็กๆ กลุ่มหนึ่ง เพื่อบอกเล่าถึงที่มาที่ไปในการจัดงาน "Thailand International Jazz Concerfernce (TIJC)" ที่จะมีขึ้น ณ ศาลายา ในวันที่ 29-31 มกราคม ศกหน้า

 นับเป็นการจัดงานครั้งที่ 2 หลังจากประสบความสำเร็จอย่างดีเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

 ความสำเร็จที่ว่านี้ มิได้วัดกันในแง่ ”เม็ดเงิน” เพราะตามคำบอกเล่าของ อ.นพดล ถิรธราดล ผู้จัดการโครงการ เงินที่ใช้ไป 10 ส่วน ได้คืนกลับมาเพียง 1 ส่วนเท่านั้น

 หากมองในแง่ธุรกิจ ถือว่าขาดทุนป่นปี้

 ทว่า ส่วนที่เหลือ 9 ส่วน เราอาจตีความใหม่ว่า ได้ใช้ไปเพื่อเป็นกระบวนการด้านการศึกษา การสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เยาวชนนักดนตรี การสร้างวัฒนธรรมการฟังที่ยั่งยืน ภายใต้สโลแกนที่ว่า “เรียนรู้แจ๊ส เพื่อสังคมแห่งความสุข”

 นอกจาก TIJC แล้ว กิจกรรมคอนเสิร์ตแจ๊สกำลังกลับมาสร้างสีสันในช่วงปลายปีนี้ ไม่ว่าจะเป็นการประกวดแจ๊สของ ม.ศิลปากร คอนเสิร์ตของค่ายเพลงฮิตแมนและแพลทตินั่ม จนถึงเทศกาลแจ๊สตามผับและร้านอาหารชั้นนำบางแห่งในบ้านเรา ผมจึงขอนำเสนอบทความเกี่ยวกับวงการแจ๊สในบ้านเราให้ได้อ่านกัน
 0 0 0 0 0
แจ๊ส : การเติบโตบนซากปรักหักพัง

 ช่วงเกือบ 10 ปีที่ผ่านมา แวดวงดนตรีทั่วโลกต่างได้รับผลกระทบจากการแพร่กระจายของดิจิทัล (Digital Spread) อย่างกว้างขวาง จากเดิมของสื่อผลิตซ้ำแบบ “อนาล็อก” ที่เคยยากต่อการทำซ้ำ หรือลอกเลียน เมื่อโลกสมัยใหม่เปลี่ยนมาเป็น “ดิจิทัล ไฟล์” ทุกคนพบว่าทุกอย่างสามารถ “ทำซ้ำ” ได้อย่างง่ายดาย

 สถานการณ์ดังกล่าว ท้าทายต่อ “ความภักดี” ของมิตรรักแฟนเพลงที่มีต่อศิลปินเป็นอย่างยิ่ง โดยในช่วงแรกของยุคหัวเลี้ยวหัวต่อ ดิจิทัลทำให้ผลประกอบการของค่ายเพลงใหญ่ทั้งหลายทรุดหนัก เพราะ “แนปสเตอร์” และ “การดาวน์โหลด” กำลังเป็นของใหม่มาแรงที่ใครๆ ก็ปรารถนาจะลิ้มลอง

 ทว่า ค่ายเพลงต่างประเทศใช้เวลาไม่นานนัก ในการจัดระเบียบใหม่ ให้การ “ดาวน์โหลด” จากที่เคยเป็นปรากฏการณ์นอกระบบ ค่อยๆ คืนกลับสู่ระบบในที่สุด แม้รายได้จากยอดขายซีดีอาจลดลงไปบ้าง แต่ก็แทนที่ด้วยรายได้ทางอื่นที่เข้ามาจุนเจือ เมื่อผนวกกับวัฒนธรรมการฟังเพลงที่มีรากฐานมาแต่อ้อนแต่ออก ทุกอย่างก็เข้าที่เข้าทางอย่างที่เห็นในปัจจุบัน

 ยกเว้นแต่เมืองไทยเท่านั้น ที่สถานการณ์ดูจะเลวร้ายเกินกู่กลับ แม้กระทั่งค่ายเพลงผู้นำตลาดจะตัดสินใจหั่นราคาขายปลีกซีดีลงเกือบครึ่งต่อครึ่ง เพื่อต้านกระแสซีดีเถื่อน แต่การก๊อบปี้ในทุกวันนี้ ก้าวเลยจาก “ระดับอุตสาหกรรม” มาเป็น “ระดับปัจเจกบุคคล” กันแล้ว

 นั่นหมายความว่า ทุกครัวเรือนพร้อมจะก๊อบปี้ไฟล์ดิจิทัล และแบ่งปันต่อกันฟัง ส่งผลให้ “ความภักดีต่อศิลปิน” อาจจะเป็นเรื่องพิจารณากันในลำดับท้ายๆ โดยเฉพาะในหมู่นักฟังวัยรุ่นที่ค่ายเพลงมีส่วนในการสร้างเสริมวัฒนธรรมการฟังเพลงแบบฉาบฉวยมาตั้งแต่ต้น

 ความจริงที่เกิดขึ้น ทำให้ค่ายเพลงไทยต้องยอมรับว่า ตนสูญเสียรายได้มหาศาลจากลูกค้ากลุ่มหลักของตัวเอง เพราะคนเหล่านี้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมมาฟังไฟล์เพลงแบบดิจิทัลที่ดาวน์โหลดได้อย่างง่ายดาย ในฐานะ “ของฟรี” ที่สรรหาได้ทางอินเทอร์เน็ต

 ท่ามกลางทะเลทราย บุคลากรระดับหัวกะทิของค่ายเพลงเผอิญเหลือบสายตามามองเห็น “โอเอซิส” กลางทะเลทรายที่สร้างความชุ่มชื่นให้อย่างที่ไม่เคยเห็นค่ามาก่อน นั่นคือกลุ่มนักฟังเพลงรุ่นผู้ใหญ่ที่ยังบริโภคเพลงจากสื่อผลิตซ้ำที่จับต้องได้ (physical product) อันได้แก่ ซีดี หรือแผ่นเสียง นั่นเอง

 สอดรับกับข้อมูลจากยอดขายของ IFPI (ไทย) ในรอบหลายปีที่ผ่านมาว่า ขณะที่ยอดขายเพลงทุกๆ แนวลดต่ำลง แต่ตลาดเพลงของผู้ใหญ่ โดยเฉพาะ แจ๊ส กลับมีทิศทางเติบโตอย่างน่าสนใจ และมีความหวัง

 สถานการณ์นี้ทำให้ผมระลึกถึงความทรงจำเมื่อหลายปีก่อน ว่าครั้งหนึ่งนักแต่งเพลงชื่อดังที่นั่งกินเงินเดือนผู้บริหารค่ายเพลงยักษ์ ได้เคยแสดงวิสัยทัศน์อันชาญฉลาดว่า วงการเพลงเป็นเรื่องของวัยรุ่น เพราะผู้ใหญ่ทั้งหลายไม่ฟังเพลงกันหรอก !

 แต่ถึงวันนี้ ค่ายเพลงดังกล่าวตัดสินใจลงทุนซื้อลิขสิทธิ์เพลงต่างประเทศ พร้อมกับแจกจ่ายงานให้ศิลปินทั้งในและนอกสังกัด ทั้งที่มีสัญญาแบบผูกพันและไม่ผูกพัน ให้ขับเคลื่อนผลงานเพลงแจ๊สแบบไทยๆ กันแล้ว
 "เหตุผลหลักๆ คงไม่ใช่ทำขายวัยรุ่นกระมัง”

อ่านต่อตอนที่ 2 สัปดาห์หน้า

อนันต์ ลือประดิษฐ์