
มองผ่านเลนส์คม - ละครอำนาจนิยม
เพื่อนคนหนึ่งเปรยขึ้นมาว่า ทำไมซ้ายเก่าในสังคมไทยซึ่งต่อสู้เพื่อประชาธิปไตยมาด้วยกันเมื่อสามทศวรรษก่อน ถึงแตกแยกกันเป็นสองกลุ่ม
กลุ่มหนึ่งหลอมละลายในสีเหลืองที่ประกาศเจตนารมณ์ทำลายล้างคนชั่วโกงชาติ และจัดตั้งการเมืองใหม่ของคนดี
กลุ่มหนึ่งหลอมละลายในสีแดงที่ประกาศเจตนารมณ์เชิดชูประชาธิปไตย ซึ่งจะนำไปสู่การเมืองของประชาชน โดยประชาชน เพื่อประชาชน
สีเหลืองกลุ่มเหมาโหลมองว่าสีแดงคลั่งคนโกง ส่วนสีเหลืองกลุ่มพยายามไม่เหมาโหล มองว่าสีแดงบางคนช่างไร้เดียงสา คลั่งประชาธิปไตยจนมองข้ามความชั่วร้ายของคนเลวโกงชาติ
สีแดงบอกสีเหลืองว่า สีเหลืองอ่านประเด็นปัญหาไม่ทะลุ เพราะสีแดงก็รังเกียจพฤติกรรมโกงกิน เอารัดเอาเปรียบคนอื่นเหมือนกัน แต่เห็นว่าสีเหลืองจ้องทำลายเฉพาะตัวบุคคลมากเกินไป จนกลายเป็นทำลายหลักการ ซึ่งนำไปสู่การเหยียบย่ำความเป็นมนุษย์ของสามัญชนทั่วไป
ผ่านมาจนบัดนี้ พฤติกรรมทั่วไปของคนทั้งสองสีในเฉดเข้มข้น คือมุ่งเอาชนะคะคานจนถึงขั้นทำลายล้างอีกฝ่าย ประมาณว่าจะนอนตาหลับก็เมื่อโลกนี้มีเพียงสีเดียวคือสีของฉัน แทนที่จะเรียนรู้การอยู่ร่วมกันท่ามกลางความแตกต่างหลากสี ทั้งสีของฉัน ของเธอ และของเขา
บางที ซ้ายเก่าที่แตกคอถึงขั้นชกกัน อาจเป็นเพราะต่างฝ่ายต่างเชื่อแต่สีของฉันจนพร้อมจะใช้อำนาจของฉันทำลายสีอื่น ซึ่งเป็นลักษณะอำนาจนิยม เหมือนครั้งหนึ่งเคยเชื่อในอำนาจพรรคคอมมิวนิสต์ว่า เมื่อสามารถพลิกฟ้าคว่ำแผ่นดิน คว้าอำนาจในมือคนเลวมาอยู่ในมือคนดีอย่างเรา โลกย่อมสวยในแบบของเรา
อำนาจนิยมเชื่อในอำนาจทำลายล้างอีกฝ่ายให้สิ้นซากเพื่อครอบครองชัยชนะอันเบ็ดเสร็จเด็ดขาดของฝ่ายเราเท่านั้น ส่วนฝ่ายเขาไม่มีคุณค่าเพียงพอ ดังนั้นจึงไม่ต้องมีชีวิต
เป็นเรื่องราวขาวดำแบบง่ายๆ เหมือนบทลิเกหรือบทละครทีวีไทยที่คนไทยรู้จักตั้งแต่เล็กจนโต
บทละครทีวีไทยไม่สนับสนุนจิตวิญญาณเสรีชนในโลกเสรี แต่สนับสนุนความเชื่ออำนาจนิยมในกรอบโลกแคบๆ ทั้งอำนาจผู้ชายเหนือผู้หญิง อำนาจคนมีเงินเหนือคนยากจน อำนาจคนเมืองเหนือคนชนบท อำนาจตระกูลและตำแหน่งใหญ่กว่าเหนือคนสามัญ ฯลฯ เป็นต้น
อำนาจต่างๆ ในสังคมไทย กำหนดเนื้อหาละครไทยทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยเฉพาะอำนาจของผู้สนับสนุนทางการเงิน ซึ่งยิ่งใหญ่ขั้นเทพ คนดูละครไทยซึ่งคุ้นชินและชื่นชมอำนาจนิยมที่ไม่ถูกชะตากับเสรีภาพมาเนิ่นนาน จึงอาจพลั้งเผลอรังเกียจเสรีภาพ ซึ่งเป็นที่ปรารถนาของอารยชนทั่วโลก
"นิธินันท์ ยอแสงรัตน์"



