บันเทิง

ไตรโทร - บล็อกหลัง นักดนตรี และบอน โจวี่

ไตรโทร - บล็อกหลัง นักดนตรี และบอน โจวี่

17 พ.ย. 2552

หายไปหนึ่งเดือนสำหรับบทความ "ไตรโทน" ของผม เนื่องจากนึกเรื่องไม่ออกจริงๆ ช่วงนั้นยุ่งมาก ไม่รู้เป็นอะไร ช่วงปลายปี งานราษฎร์ งานหลวงเป็นอันเต็มไม้เต็มมือไปหมด ไหนจะเรื่องสาวๆ อีก มันเป็นยังไงไม่รู้ พอโสดขึ้นมาที กลิ่นโสดมันออกหึ่งไปหมด สรุปอยู่คนเดียวไม่

 เอาล่ะ วันนี้จะเล่าเรื่องที่ไม่ค่อยเกี่ยวกับดนตรีเท่าไร แต่ก็ยังมีเชื้อๆ อยู่ครับ คือเปิดชื่อเรื่อง ว่า "บล็อกหลัง นักดนตรีและบอน โจวี่” คือเป็นความท้าทายในการเล่าอย่างมาก

 คืองี้ครับ ผมไปผ่าตัดหัวเข่าข้างซ้ายมาเมื่อวันที่ 21 ตุลาคม มาหมาดๆ นี่เอง เหตุเกิดจากเข่าเราใช้มาเยอะ เกือบทุกเรื่องเลยครับ ไม่ว่าจะเป็นเดิน วิ่ง ยืนแบกกีตาร์ และอีกหลายอย่างที่ไม่น่าพูดถึงมันมาก เอ็นไขว้หน้าของเข่าซ้ายก็หมดอายุลง ในวันที่ผมปีนเก้าอี้เปลี่ยนหลอดไฟ แล้วเก้าอี้มันพับลงมาขาซ้ายกระแทกพื้นแบบเอาหมอนรองกระดูกลงเป็นโช้คอัพ อย่างกระด้างๆ แบบไม่ได้ตั้งตัว แล้วพับออกด้านข้างเหมือน ไมเคิล โอเว่น ล้มกลางสนามตอนเล่นทีมชาติแบบเดียวกันเป๊ะ เสียงดังปึ๋ง...

 เจ็บครับ เข้าใจเลยเวลานักกีฬาเขาดิ้นกลางสนามมันเป็นดังนี้เอง ผมก็อดทนเดินแบบคนแก่อยู่เป็นเดือน จนไม่ไหว จึงไปเอ็มอาร์ไอดู ปรากฏว่า หมอบอกเอ็นไขว้หน้าขาด ก็นัดวันผ่าในวันที่กล่าวมาข้างต้น นี่เป็นการผ่าครั้งที่สองของผม ครั้งนี้ราบรื่นกว่าครั้งแรกมากครับ หมอที่ผ่าให้ผมครั้งนี้เป็นระดับเทพของหัวเข่าเพื่อการกีฬาโดยตรง ขอชมเชย คุณหมอพรเทพ ม้ามณี แห่งโรงพยาบาลกรุงเทพครับ เรื่องมันสนุกตรงคนนี้ครับ "หมอดมยา" คราวนี้สุดยอดมาก คนนี้แหละเป็นคนที่จะทำให้การผ่าตัดของคุณราบรื่นเหมือนอยู่บนสวรรค์หรือลำบากแบบอยู่ในนรก คือหมอวิสัญญีคนนี้...คือเราต้องบอกเขาว่าเราแพ้ยาอะไร เคยผ่านยาประเภทไหนที่มีผลต่อประสาทมาบ้าง เช่นยาคลายเครียด ยาแก้ปวด คือคนนี้แหละที่เราต้องคุยกับเขาให้ดี ชื่อคุณหมอกาญครับ คุณกาญ ผู้นี้แหละทำให้ทุกอย่างในครั้งนี้สุขสบายอย่างมาก คือทั้งเคลิ้ม ทั้งมีสติในตอนการผ่า คือเราเลือกการบล็อกหลังครับ มีสติ ดูมอนิเตอร์ จากการส่องกล้องเข้าไปในเข่าอย่างเพลิดเพลินตลอดสองชั่วโมง แม้แต่ตอนปัสสาวะครั้งแรก หลังผ่าก็ทำได้เองอย่างไม่ต้องสวนท่อเข้าไปให้อายพยาบาลอีก ขอบคุณพระเจ้าจริงๆ มันทำให้ผมนึกเปรียบเทียบกับการผ่าครั้งแรกว่ามันช่างต่างกันสุดทีนจริงๆ

 ครั้งนั้นผมเกิดอุบัติเหตุจากการเล่นเจ็ตสกีทำให้เอ็นฉีก และหมอนรองกระดูกก็ฉีก ประมาณห้าปีกว่าๆ ละครับ ก็ผ่าส่องกล้องแบบเดียวกันเป๊ะเลย แต่หมอคนละชุด และขอย้ำนะครับ ครั้งนั้นเป็นการผ่าตัดครั้งแรกในชีวิต ไม่รู้ว่ามันจะน่ากลัวขนาดไหนมาก่อนเลย ก็เริ่มจากให้งดข้าวงดน้ำมาทั้งคืน ตอนเช้าจับเข้าไปนอนให้น้ำเกลือต่อท่อที่แขน เรียกว่าเตรียมพร้อมอย่างเต็มที่ พอเที่ยงๆ ก็ให้เราเปลี่ยนชุดที่โป๊ที่สุดที่ในชีวิตเคยใส่มา แล้วเข็นไปห้องผ่าตัดซึ่งผมรู้สึกว่าทำไมมันไกลเหลือเกิน คือให้ตูเดินไปยังง่ายกว่าเลยเพราะอยู่บนเตียงมันเวียนหัว จะอ้วก

 ผมเริ่มตื่นเต้นตอนจับผมกางแขนออกเหมือนอยู่บนไม้กางเขน ข้างหนึ่งสวมปลอกที่นิ้ว คาดว่าดูสัญญาณชีวิต อีกข้างสวมปลอกแขนดูความดันมั้งครับ นี่เลยครับ คีย์แมน ของเรามาแล้วครับ หมอดมยา ชื่ออะไรผมจำไม่ได้และไม่อยากจำ กดยาอะไรไม่ทราบให้ผมหายเครียด แต่มันยิ่งแย่กว่าเดิม และเริ่มการบล็อกหลัง ทีนี้ ผ่าที่เข่า แม่งชาเกือบถึงลิ้นปี่ พอกะบังลมเรามันไม่รู้สึกตัว มันก็เหมือนเราหายใจไม่ออก

 ทีนี้ล่ะ แพนิก (panic) รับประทาน ผมมีอาการไม่ค่อยดี หมอดมยาจึงกดยาอะไรไม่รู้เข้าไปทางสายน้ำเกลืออีก ทีนี้ละคุณคร้าบ ตกลงจะให้ตูชาหรือสลบกันเนี่ย ช่วยบอกหน่อยจะได้ปรับโมดถูก นักดนตรีอย่างเราจิตแข็งจะตาย

 หมอดมยาเห็นท่าไม่ดี แกหยิบแล็ปท็อปส่วนตัวมาที่ข้างหูผม “คุณ โจ ครับผมมีอะไรอยากให้คุณดู” แกหวังดีครับ อยากให้ผมหยุดอาการลนๆ และแล้วนรกก็มาถึงผมแบบเต็มรูปแบบ แกเปิดบันทึกการแสดงสดของ บอน โจวี่ ให้ผมดู ผมเบือนหน้าหนีแล้วถอนหายใจ แล้วหันกลับไปพูดคำสุดท้ายในวันนั้นว่า “หมอมีเพลงแจ๊สมั้ยครับ”...

 เท่านั้นแหละหมดกดยาเข้าไปอีก ทีนี้จำอะไรไม่ได้อีกเลย แถมอ้วกออกมาเป็นสีเขียวตอนตื่น ดนตรีบางประเภทในห้องผ่าตัดเนี่ยมันช่างไม่เข้ากันจริงๆ ครับ เรื่องก็มีแค่นี้ครับ

"จิรายุส  วรรธนสิน"