
บทพิสูจน์ "เจ้าป่าน้อย"อัลบั้มแรก "สิงโต เดอะสตาร์"
ถูกจับตามองตั้งแต่ครั้งโชว์ความสามารถบนเวที "เดอะ สตาร์ ค้นฟ้าคว้าดาวปี 5" เพราะไม่ว่าจะด้วยหน้าตา ความใสซื่อ รวมถึงลีลาในการเป็นเอ็นเตอร์เทนเนอร์แล้ว ต้องบอกว่าไม่ธรรมดาเลยจริงๆ กระทั่งคว้าตำแหน่ง "เดอะสตาร์ที่อายุน้อยที่สุด" มาครอง ไม่ใช่ใครอื่น เขาคนน
การคว้ารางวัลแชมป์เดอะสตาร์ถือว่าเป็นบันไดก้าวแรกสู่เส้นทางดนตรีของหนุ่มน้อยวัย 17 ปี ซึ่งชื่นชอบเสียงดนตรีมาตั้งแต่ยังเด็ก รวมถึงได้รับการสนับสนุนเป็นอย่างดีจากครอบครัว แม้จะเติบโตมาจากครอบครัวที่ไม่ได้มีฐานะร่ำรวยก็ตามที
"พ่อแม่จะสนับสนุนให้ร้องเพลงตั้งแต่เด็ก ตอนเด็กๆ ที่บ้านเปิดร้านอาหารก็อยู่กับเสียงเพลง ผมเลยซึมซับเรื่องการร้องเพลงมาตั้งแต่เด็กเลย" สิงโต กล่าว พร้อมกับบอกด้วยว่า ตัวเขาเองโชคดีที่ก้าวแรกของการจะก้าวสู่การเป็นนักร้องเต็มตัวของเขาถูกเคี่ยวกรำมาอย่างดีจากเวทีเดอะสตาร์
"การที่จะผ่านเวทีเดอะสตาร์มาได้ไม่ใช่ง่ายๆ กว่าจะได้มาอยู่ตรงนี้ผมต้องผ่านหลายขั้นตอน ผ่านหลายการพิจารณา แม้กระทั่งจบเดอะสตาร์ มาแล้ว กว่าจะได้คุยกับโปรดิวเซอร์ กว่าจะผ่านแต่ละเพลง แต่ละโน้ต มันใช้เวลามาก และกับอัลบั้มนี้ผมก็เตรียมตัวเต็มที่ เพราะเป็นอัลบั้มชุดแรกของผม คือพอจบจากประกวดเดอะสตาร์ปุ๊บ ก็ได้มาทำอัลบั้ม "เดอะสตาร์ 5" และก็มาทำ "เพลงนี้" ต่อด้วย "หัวก้อย" และก็มาเพลง "ไม่อยากได้ยินเสียงเธอ" ซึ่งเป็นซิงเกิลล่าสุด
เพราะฉะนั้นถ้าถามถึงความพร้อม สำหรับผม ผมพร้อม เพราะทุกครั้งที่มีเวลาว่างผมจะซ้อมร้องตลอด ถึงแม้เวลาเราอาจจะน้อยกว่าคนอื่นๆ เพราะต้องเรียนและรับงานด้วย แต่ผมก็ตั้งใจทำเต็มที่ ถามว่าเร็วหรือช้ากับการได้ออกอัลบั้มในเวลานี้ สำหรับผมมองว่าเป็นจังหวะที่พอดี และเป็นเวลาที่เหมาะสมที่จะได้ทำอัลบั้มเดี่ยว และผู้ใหญ่ก็มองว่าเหมาะสม" แชมป์เดอะสตาร์ 5 กล่าว
แม้อีกไม่นานเกินรอจะได้สานฝันมีอัลบั้มเดี่ยวเป็นของตัวเองแล้วก็ตามที แต่เส้นทางทุกอย่างของ สิงโต คงไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบเป็นแน่ เพราะหนึ่งเรื่องที่เขาถูกแรงกระแทกตั้งแต่สมัยยังอยู่ในบ้านเดอะสตาร์ด้วยซ้ำ นั่นก็คือ การถูกมองว่ามีดีที่หน้าตา ไม่ใช่เรื่องความสามารถแต่อย่างใด กับเรื่องที่ถูกพูดถึงมาตลอดเรื่องนี้ สิงโตตอบอย่างมุ่งมั่นและมั่นใจในความคิดของเขาเช่นกันว่า
"อันนี้ก็ต้องให้ทุกคนเป็นคนตัดสินใจว่าผมจะสามารถลบคำสบประมาทนั้นได้ไหม เพราะตัวผมเองไม่ได้คิดว่าตัวเองใช้หน้าตาในการประกวด เพราะมันเป็นการประกวดร้องเพลง ผมไม่ได้มีแรงกดดันอะไร ผมเป็นแค่เด็กคนหนึ่งที่มีโอกาสก้าวเข้ามาสู่วงการเพลง ถือเป็นน้องใหม่ในวงการ ก็ถือว่าเกินความคาดหมายมาก ไม่คิดว่าวันหนึ่งจะได้มีอัลบั้มเป็นของตัวเอง มีเพลงเป็นของตัวเอง เพราะฉะนั้นเมื่อได้ทำเพลงก็เป็นสิ่งที่ภูมิใจมากๆ ส่วนเรื่องที่ใครจะมองยังไง ผมคงต้องปล่อยให้คนที่มองผมอยู่ตัดสินเองมากกว่า"
วกกลับมาพูดคุยถึงงานเพลงในอัลบั้มชุดนี้ สิงโต เผยว่า มีโปรดิวเซอร์มาช่วยดูแลถึง 2 คนเลยทีเดียว ได้แก่ "โอเล่" พณวรรธน์ พงศ์ภักดีบริบาล และ "เปี๊ยก" ธนเดช ผาสุขธรรม ซึ่งทุกครั้งก่อนจะลงมือทำเพลงแต่ละครั้ง สิงโต ยอมรับว่าเขาเองต้องขอไปมีส่วนร่วมตลอด ด้วยการพูดคุยถึงความต้องการของตัวเองส่วนหนึ่ง รวมถึงแชร์ไอเดียกับงานที่จะเกิดขึ้น เพื่อให้ได้มาซึ่งความเป็นตัวเองมากที่สุด
"ก่อนที่จะทำเพลงก็ต้องมีการพูดคุยกันก่อน เพราะอัลบั้มนี้จะบอกถึงความรักหลายรูปแบบที่เป็นสไตล์ของสิงโต คือพี่เขาอยากให้เพลงของผมมีสไตล์เป็นของตัวเอง ไม่อยากให้เหมือนใคร ส่วนใหญ่เพลงที่แต่งขึ้นมาก็มาจากตัวของผม ไม่ว่าจะจากตอนประกวด เดอะสตาร์ หรือชีวิตของผม อย่างที่บอกว่าเป็นความรักที่มาจาก สิงโต ไม่ใช่ว่ารักชู้สาวอย่างเดียว มีความรักหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นรักแบบกุ๊กกิ๊กสดใส รักแบบอกหัก รักแบบรักจริง
แต่ละเพลงจะมีลูกเล่น มีเทคนิคหมด อย่างเพลง ไม่อยากได้ยินเสียงเธอ ก็จะเป็นอะไรที่เปลี่ยนสไตล์ผมไปเลย จากที่เห็นผมในสไตล์สดใส ก็กลายเป็นเศร้า มีการตัดพ้อแต่ไม่ฟูมฟาย คืออัลบั้มนี้จะสะท้อนความเป็นผมแน่นอน เพลงแต่ละเพลงก็จะมาจากภาพที่ทุกคนเห็นผม และก็จะมีเพลงที่พี่ๆ เขาเอามาจากมุกต่างๆ ที่พี่เขาเห็นผมตอนประกวดบนเวทีเดอะสตาร์" สิงโต อธิบาย
ถามต่อถึงการแข่งขันในตลาดเพลงยุคนี้ที่ค่อนข้างสูง หนุ่มน้อยวัย 17 ปีคนนี้ก็ยังถ่อมตัวเองและย้ำว่า ไม่เคยคิดจะไปแข่งกับใครทั้งสิ้น เพียงแต่มองว่าโชคดีที่มีโอกาสได้ทำงานเพลงก็จะทำให้เต็มที่ ในส่วนของกลุ่มเป้าหมายก็คงไม่แปลกที่จะเป็นกลุ่มเด็กวัยรุ่น เพราะก็ตรงกับวัยของตัวเองเช่นกัน ปิดท้ายเมื่อถามถึงศิลปินที่เป็นไอดอลของเขานั้นก็คือ "แบงค์" ปรีติ บารมีอนันต์ หรือ แบงค์ วงแคลช นั่นเอง
"ผมชอบพี่เขามานานแล้ว เพราะโดยส่วนตัวผมชอบฟังเพลงร็อก แต่ถ้าถามว่าจะร้องเพลงแบบไหนที่เป็นตัวเราในตอนนี้ที่สุดก็จะร้องเพลงสไตล์ป๊อปร็อก ส่วนอัลบั้มของผมจะวางแผงช่วงปลายเดือนพฤศจิกายนนี้ ยังไงก็อยากฝากให้แฟนๆ ช่วยติดตามและเป็นกำลังใจให้ด้วย" สิงโต กล่าวปิดท้าย
โอกาสสานฝันของผู้ชายคนนี้เริ่มต้นขึ้นแล้ว จากนี้ไปก็คงขึ้นอยู่กับแฟนเพลงมากกว่าว่าจะให้ "โอกาส" เขาคนนี้ได้โลดแล่นบนถนนสายดนตรีเส้นนี้ไปอีกนานเพียงใด



