
"Mashroom" งานแรกในมือ "ฟ้าใหม่" ลูกชายคนโต "อากู๋ แห่งแกรมมี่"
ลงมาทำงานบริหารเต็มตัวแล้ว สำหรับ ฟ้าใหม่ ดำรงชัยธรรม ลูกชายคนโตของ "อากู๋" ไพบูลย์ ดำรงชัยธรรม โดยเริ่มต้นโปรเจกท์แรกด้วยการเปิดตัวธุรกิจโชว์บิสรูปแบบใหม่ ภายใต้แบรนด์ "Mashroom" ขยายตลาดแนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์ในเมืองไทย กับโชว์แรกที่ได้ Marcus Schossow ด
ฟ้าใหม่ เล่าให้ฟังถึงการเริ่มต้นธุรกิจแรกของตัวเองครั้งนี้ ว่าเริ่มต้นมาจากตัวเขาเล็งเห็นว่าเทรนด์แนวเพลงอิเล็กทรอนิกส์กำลังเริ่มได้รับความนิยม ศิลปินเมนสตรีมดังๆ ในเมืองนอก อย่างเช่น แบล็กอายด์พีส์ หรือ มาดอนนา ก็นำดนตรีอิเล็กทรอนิกส์เข้าไปผสมในเพลงเยอะมาก และหากมองย้อนกลับไปที่ต่างประเทศ ตลาดเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์ค่อนข้างใหญ่มาก มีเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ใหญ่ๆ มากมาย มีคนมาร่วมงานเป็นหลักหมื่น หรือบางรายการมีคนมาร่วมงานถึงหลักล้าน ฉะนั้นจึงคิดว่าเมืองไทยเองก็น่าจัดได้
"ดนตรีแนวนี้กำลังเป็นเทรนด์ของโลก ตลาดไทยเองในปีนี้ก็เริ่มโตขึ้นเรื่อยๆ เห็นได้ว่าเริ่มมีการจัดคอนเสิร์ตแนวนี้มากขึ้น แฟนเพลงก็ให้ความสนใจมาร่วมงานจำนวนมาก ทั้งที่ขายบัตรในราคาค่อนข้างสูง ผมเลยคิดว่าน่าจะมีกลุ่มคนให้ความสนใจดนตรีประเภทนี้ อีกทั้งยังเป็นกลุ่มคนที่มีกำลังซื้อสูงอีกด้วย
ในเมื่อผมเห็นโอกาสตรงนี้ อีกทั้งแม้ว่าก่อนหน้านี้จะมีคนจัดคอนเสิร์ตแนวนี้แล้วก็จริง แต่ก็ยังไม่ชัดเจน ยังไม่มีแบรนดิ้งตรงนี้ชัดเจน ส่วนใหญ่จะเป็นการจัดตามคลับ เชิญดีเจเมืองนอกมาเพื่อโปรโมทคลับตัวเอง แต่ยังไม่เยอะพอกับความต้องการของตลาด ผมจึงคิดว่าน่าจะมีโอกาสที่จะขยายตลาดตรงนี้ขึ้นไปอีก ผมอยากทดลองทำการตลาดกับกลุ่มคนที่สนใจกลุ่มนี้ ว่าจะสามารถพัฒนาโชว์บิสตรงนี้ไปได้แค่ไหน เป็นไปตามความต้องการของเขาหรือเปล่า เลยจะเริ่มจากการทำในแบบ เทลเลอร์เมดโชว์บิส (Tailor made Show Biz) คือจัดตามความต้องการของเขาเลยโดยเฉพาะ และทำการตลาดในกลุ่มคนที่ชอบเพลงแนวนี้ไปเรื่อยๆ ค่อยๆ ขยายฐานไป"
ฟ้าใหม่ ยังเชื่อด้วยว่ากลุ่มเป้าหมายของธุรกิจนี้ไม่เพียงผู้ที่ชื่นชอบเพลงแนวอิเล็กทรอนิกส์เท่านั้น เพราะหากเทียบกับตัวเขาเองยังชอบเพลงหลากหลายแนว ในแต่ละช่วงอารมณ์ เพียงแต่จะต้องเป็นผู้นำกระแส หรือมีไลฟ์สไตล์ชอบเที่ยวกลางคืน ชอบไปดูโชว์ เพราะดนตรีประเภทนี้เป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งเริ่มเข้ามาในเมืองไทย
"งานแรกผมคิดกันมาว่าเป็นเทลเลอร์เมดโชว์บิส จัดโดยคิดถึงสิ่งที่กลุ่มคนฟังกลุ่มนี้ต้องการและอยากจะได้ จึงได้เชิญ Marcus Schossow ดีเจอันดับ 1 ของยุโรปตอนเหนือมาโชว์ ซึ่งยุโรปเป็นตลาดใหญ่ที่สุดในตลาดเพลงแนวนี้ ผมเชื่อว่าเขาน่าจะแสดงได้ดีมาก จากที่ผมได้เข้าไปดูประวัติของเขา ผมคิดว่าก็น่าจะดึงดูดคนได้ดี
อีกสิ่งหนึ่งที่ผมให้ความสำคัญในการทำโชว์บิสแบบนี้ ก็คือ เรื่องของโปรดักชั่นส์ เพราะผมเชื่อว่าคนที่จะไปดูโชว์ลักษณะนี้ เขาไม่ได้ต้องการไปดูดีเจอย่างเดียว แต่ต้องการบรรยากาศด้วย แล้วด้วยศักยภาพของแกรมมี่ เรามีบริษัทในเครือที่รู้ความต้องการตรงนี้ที่เป็นผู้นำตลาดอยู่
เรื่องของสถานที่ผมเลือกจัดที่มายา ทองหล่อซอย 10 โดยคิดแล้วว่าทองหล่อเป็นจุดบูมที่สุดของกลุ่มคนกลุ่มนี้ ก็น่าจะเหมาะสม ร้านจุได้ 700 คน ขายบัตรในราคา 1,500 บาท ซึ่งผมมองว่าราคานี้น่าจะเป็นราคาที่ดีมาก สำหรับสิ่งที่ให้ไป ไม่ว่าจะเป็นดีเจที่มาจากเมืองนอก โปรดักชั่นส์ที่ลงไป แล้วผมก็จะให้บริการกับลูกค้าที่มาอย่างดี เขาซื้อบัตรครั้งเดียว เมื่อเข้ามาแล้วเครื่องดื่มก็ไม่ต้องจ่ายเพิ่ม เราให้ดื่มกันแบบไม่จำกัดปริมาณ พนักงานผมก็กำชับเลยว่าต้องให้บริการอย่างทั่วถึง ผมต้องการให้ทุกคนรู้สึกว่าไม่อึดอัด และรู้สึกว่าตัวเองเป็นวีไอพีจริงๆ
ในส่วนการคัดเลือกดีเจที่จะมาทำการแสดง ส่วนหนึ่งผมเลือกเองด้วย และสอบถามจากกลุ่มคนที่สนใจเพลงแนวนี้ด้วย ว่าอยากให้ใครมา อย่างที่ผมดูมา ดีเจที่ดังในเมืองไทย ก็คือดีเจที่มาเมืองไทยบ่อย แต่นั่นก็ไม่ได้แปลว่าคนนั้นคือดีเจที่ดีที่สุด ผมเลยคิดว่าเราน่าจะเลือกจากทั้งดีเจที่มีฝีมือดังในระดับโลก และดีเจที่ดังเป็นที่รู้จักของคนไทยด้วย ขึ้นกับแต่ละโอกาสและช่วงเวลา"
เมื่อถามถึงความหมายของชื่อ "Mashroom" ฟ้าใหม่ อธิบายให้ฟังว่า
"คำว่า แมชรูม มาจากรูปโลโก้ที่เป็นรูปเห็ด ซึ่งงานเราจะเป็นงานกลางคืนเสียส่วนใหญ่ เช่นเดียวกันธรรมชาติของเห็ดจะโตในที่มืด ผมเลยคิดว่ามันสอดคล้องกันว่าเราก็สามารถโตในที่มืด และไปผุดตรงนั้น ตรงนี้ได้ เปลี่ยนแปลงไปตามสภาพ เช่นเดียวกับสถานที่จัดงานของเราที่จะเปลี่ยนไปเรื่อยๆ คำว่าแมช ยังแสดงถึงการผสมผสานหลายๆ อย่างด้วย คือที่ผ่านมาต่างคนต่างจัด ตรงนั้นตรงนี้เล็กๆ ผมก็อยากหยิบจับตรงนั้นมารวมกันเป็นแบรนด์จริงจังขึ้นมา"
ถามว่ากังวลหรือไม่กับการลงมาทำงานโปรเจกท์แรกในฐานะลูกอากู๋ ผู้บริหารหนุ่มเลือดใหม่ บอกว่ากังวลบ้างตามธรรมชาติ แต่ก็ต้องลองดู เรื่องกดดันก็เป็นเรื่องปกติ ไม่ว่าจะเป็นทายาทหรือเป็นคนทั่วไป เนื่องจากสิ่งที่จะทำเป็นตลาดใหม่ของประเทศไทย และเป็นตลาดที่แกรมมี่ยังไม่เคยเข้าไปทำอะไรอย่างชัดเจน
"ที่ผ่านมาแกรมมี่เป็นผู้นำตลาดในหลายๆ ด้าน ตลาดตรงนี้ผมก็มองว่าน่าจะทำให้แกรมมี่เป็นผู้นำได้ รวมถึงเพิ่มทางเลือกใหม่ให้กับคนไทย และลูกค้าแกรมมี่ ผมเองต้องเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ว่าสิ่งที่ดีที่สุดของตลาดแนวนี้คืออะไร แทนที่จะคิดว่าครั้งแรกต้องประสบความสำเร็จทันทีเลยนะ ซึ่งคุณพ่อก็เห็นด้วยกับการทำอะไรใหม่ๆ เรื่องคนรอบข้างจับตามอง ผมกดดันบ้าง แต่พอผมคิดว่าผมเองทำอะไรที่แตกต่าง และคิดว่าน่าจะมีโอกาสที่จะเป็นไปได้ ก็ลดแรงกดดันได้บ้าง แม้ไม่ทั้งหมด
การที่ผมได้มีโอกาสไปเรียนที่ต่างประเทศ ทำให้เห็นสิ่งที่แตกต่างของวงการเพลง ซึ่งเป็นสิ่งที่ผมกำลังพยายามทำอยู่ ผมเห็นว่าแนวเพลงในเมืองนอกมีหลากหลายมาก ในขณะที่เมืองไทยจะมีแต่เมนสตรีมอย่างเดียวเลย ผมคิดว่าเราน่าจะไปทำอะไรที่มันแตกต่างบ้าง เมืองไทยน่าจะมีการเติบโตตรงนั้น ด้วยศักยภาพของแกรมมี่ และสื่อหลากหลาย คนดูสามารถเลือกดูในสิ่งที่ชอบตามรสนิยมของตัวเองได้ เรากำลังมุ่งหน้าไปสู่สังคมเฉพาะกลุ่ม ผมจึงคิดว่าน่าจะลองทำอะไรใหม่ๆ กับกลุ่มคนใหม่ๆ บ้าง"
ถามถึงความคาดหวังในการเริ่มต้นทำงานครั้งนี้ ฟ้าใหม่ บอกว่า
"เบื้องต้นผมคาดหวังให้ Mashroom เป็นแบรนด์ที่ชัดเจนขึ้นมา เป็นโชว์บิสที่จัดได้เรื่อยๆ ในสเกลที่ใหญ่ขึ้น หรืออย่างในญี่ปุ่น เขาก็มีการจัดคอนเสิร์ตดนตรีแนวนี้บ่อยๆ ผมคิดว่าเราน่าจะร่วมมือทำอะไรกันได้ รวมถึงเป็นพันธมิตรกับประเทศอื่นๆ แลกเปลี่ยนกัน ในที่สุดแล้วหากแบรนด์แข็งแรง ก็จะสามารถต่อยอดไปทำสิ่งต่างๆ ได้ แม้กระทั่งในรูปแบบซีดี หรือรวมไปถึงเรื่องของลิขสิทธิ์ในงานของตัวเอง สำหรับเทศกาลดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ฝัน แต่คงอีกนาน เพราะคงต้องขยายฐานกลุ่มคนที่สนใจตรงนี้ได้มากกว่านี้ก่อน ตอนนี้ผมตั้งใจจะจัดให้ได้ 2 เดือนครั้ง แต่เรื่องของขนาดก็คงแล้วแต่ ทดลองไปเรื่อยๆ"



