
คมเคียมคมปากกา - อำนาจเงิน? อำนาจหนังสือ?
เขียนต้นฉบับวันอังคารที่ ๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๒ แรม ๑ ค่ำ เดือนสิบสอง (เดือนล่องลมหนาว)
ลมหนาวล่องฟ้ามาแล้วครับท่าน เสื้อกันหนาวได้รับการปัดฝุ่น แต่ไม่รู้จะได้ใช้สักกี่วัน ด้วยฤดูกาลนับวันจะปรวนแปรไม่แน่นอน ที่จริงแล้ว ไม่มีอะไรแน่นอน แม้แต่ความไม่แน่นอนเองก็ยังไม่แน่นอน หน้าหนาวบางปี เสื้อกันหนาวแทบไม่ทันได้ใช้งาน ลมหนาวก็ร้อนเสียแล้ว
ลมการเมือง ก็ร้อนนักท่ามกลางลมหนาว สังคมปวดหัวตัวร้อนเป็นไข้ ด้วยแรงเร้าความไม่รู้จักพอดีของผู้คนในสังคม เมื่อมนุษย์สุดโต่งด้วยแรงลมอัตตา ไม่ว่าจะเรียกร้องหาความบริสุทธิ์ยุติธรรม ก็ได้เพียงกากเดนของความอยุติธรรม ไม่ว่าจะเรียกร้องประชาธิปไตย ก็พบได้แต่เพียงซากร่างไร้วิญญาณ เพราะหลากหลายวิญญาณสามารถซื้อขายได้แล้ว ด้วยอำนาจเงิน
"...โอ้เงิน เอ๋ยเงิน อำนาจมันเกินจะเอื้อมอาจ คนเราเคารพคบกันด้วยเงิน..."
"...มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่..."
"...แข็งเท่าแข็งเงินง้าง อ่อนได้ดังใจ..."
"...มีเงินใช้ผีโม่แป้ง..."
"...คนมีเงินทำอะไรก็ไม่น่าเกลียด..."
"...เงินคือพระเจ้า..."
ครับ ว่าด้วยเรื่องเงินในที่นี้ อย่าไปพูดใกล้ คุณไชยา วรรณศรี แห่งเมืองสุรินทร์ นะครับ เพราะภรรยาเขาชื่อ "เงิน" รายนั้นเขามี "เงินส่วนตัว" จนปั้นลูกชายจะกลายเป็นหนุ่มแล้ว
หลายเดือนก่อน ผมพบเขาที่จังหวัดบุรีรัมย์ ไปบรรยายให้ครูและนักเรียนฟังเรื่องแรงบันดาลใจจากการเขียนการอ่าน เขามอบหนังสือให้ผมหลายเล่ม อาทิ "โลกใบใหม่ของปอง" (เข้ารอบสุดท้าย รางวัลซีไรต์ ประเภทนวนิยาย ปีล่าสุด) "ปี่ซังข้าว" "เสนงเกล" "นิทานพื้นบ้าน และตำนานเรื่องเล่า" ฯลฯ ถือเป็นนักเขียนหนุ่มท้องถิ่น ที่ทำงานต่อเนื่อง
ที่น่าสนใจคือ หนังสือของเขาทุกเล่มระบุว่า "สนับสนุนการจัดพิมพ์โดย ร้านเมืองช้างบุ๊คเซ็นเตอร์" ย่อมแสดงว่านักเขียนอย่างเขา มิได้ทำงานอย่างโดดเดี่ยวเปลี่ยวเหงาเสียทีเดียว หากยังมีสายสัมพันธ์กับคนสาขาอาชีพอื่นที่เห็นคุณค่าหนังสือ หนังสือเขาขายได้ทุนคืน ที่ผ่านมาเขาเคยเป็น ประธานสโมสรนักเขียนภาคอีสาน จัดกิจกรรมอ่านๆ เขียนๆ ตามโรงเรียนต่างๆ มาหลายต่อหลายครั้ง นักเขียนทั้งจากส่วนภูมิภาคและส่วนกลาง น้อยคนนักที่จะไม่ถูกเขาเรียกใช้
คุณไชยาเป็นคนออกลูกนักเลง แบบลูกทุ่ง ซื่อๆ ไปตามแบบของเขา ชอบเล่นตลก ชอบร้องเพลงลูกทุ่งอีกต่างหาก ขยันจัดกิจกรรม กระทั่งหลายครั้งหลายคนเป็นห่วง เกรงจะหมกมุ่นแต่กิจกรรม จนไม่เป็นอันเขียนอันอ่าน แต่เวลายังพิสูจน์แล้วระดับหนึ่ง ดีๆ ชั่วๆ เขาก็ยังเขียนยังอ่าน
เขามีเพื่อนเป็นครูจำนวนมาก มีผู้หลักผู้ใหญ่เป็นผู้อำนวยการโรงเรียน เป็นตำรวจ เป็นทหาร เป็นนักการเมืองท้องถิ่น กระทั่งเป็นผู้ว่าราชการบางจังหวัด สมัยผมใช้เมืองสุรินทร์เป็นสถานีหนึ่งของการเดินทาง บ้านหรือร้านอาหารคุณไชยา แม้มิได้รวยเงินรวยทองมากนัก (มีหนี้บ้าง) ก็ต้อนรับดูแลผมอย่างดี เขามีเครือข่ายหลายทาง แต่ทางที่มุ่งมั่นเดินที่สุดก็คือ ทางหนังสือ
วันนั้นที่บุรีรัมย์ ผมนั่งฟังเขาพูดเรื่องชีวิตกับหนังสือด้วย เชื่อว่าครูและนักเรียนหลายคนน่าจะได้รับ "เรืองแสงแห่งแรงบันดาลใจ" จากเขาไม่น้อย เขาเล่าอดีตกว่าจะถึงวันนี้ เป็นเด็กเกเร ใจร้อน ดื้อรั้น ผ่านงานมาสารพัด ทั้งลูกจ้างโรงงาน ลูกเรือตังเก พนักงานโรงแรม โดยเฉพาะที่เป็นรอยสักติดตัวเขายาวนานที่สุดก็คือ "ทหารรับจ้าง"
คำว่า "ทหารรับจ้าง" ย่อมมิใช่ถ้อยคำโรแมนติกแสนหวานอย่างแน่นอน หากให้ภาพทางดุดัน รุนแรง น่ากลัว นับว่าโชคดีมีอยู่ เขาบอกชีวิตของเขาโชคดีมาก เมื่อได้พบกับหนังสือและวงการอ่านๆ เขียนๆ มิเช่นนั้นแล้ว ไม่รู้ว่าวันนี้มือของเขาจะยังจับปืนยืนรับจ้างอยู่ตรงมุมอับไหนของชีวิต? วันนี้ คุณไชยากลายเป็นคนใจเย็น อ่อนโยน รู้ธาตุแท้หัวใจตน ด้วยอำนาจศิลปะ
ได้ข่าวว่าวันที่ ๑๑ พฤศจิกายน ศกนี้ เขามีรายการพูดกับ คุณชมัยภร แสงกระจ่าง คุณชัชวาลย์ โคตรสงคราม ที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ใครอยู่แถวนั้นก็ลองไปแลกเปลี่ยนกันดู
ในวาระเปิดประตูสู่การอ่านแห่งชาติ หนังสืออาจไม่จำเป็นต่อชีวิตเหมือนเงินทองข้าวปลา แต่อำนาจหนังสือ ยังสำคัญต่อชีวิตและสังคมอย่างยิ่ง ดั่งตัวอย่างในชีวิตเล็กๆ ของนักเขียนหนุ่ม!
"ไพวรินทร์ ขาวงาม"



