
คอนเสิร์ตออนทัวร์"ทะเล-ภูเขา-ดอย"จุดเปลี่ยนสังคม-สิ่งแวดล้อม...???
เป็นหัวข้อโต้แย้งในการสนทนาระหว่างนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม และคอดนตรีอยู่ในขณะนี้ ถึงความนิยมในการหันไปจัดคอนเสิร์ตยังต่างจังหวัดของผู้จัดหลายๆ คน ทั้งบนดอย ริมหาด บนเขา ว่าเป็นเรื่องเหมาะสมหรือไม่ หรือจะเป็นการทำลายสภาพแวดล้อม เปลี่ยนวิถีชีวิตของชุมชนในชน
โดยเฉพาะในช่วงปลายปีมีคอนเสิร์ตลักษณะนี้ผุดขึ้นมากมายรับลมหนาว ไม่ว่าจะเป็น เทศกาลดนตรีฤดูหนาว : ฮอนด้า วินเทอร์ เฟส # 4 ของผู้จัด วินิจ เลิศรัตนชัย ที่โบนันซ่า เขาใหญ่ ในวันที่ 28 พฤศจิกายน, มวกเหล็ก เทศกาลหนัง ดนตรี ปาร์ตี้ คาวบอย 2009 7 สิงห์แดนเสือ ปะทะ คาวบอยเรกเก้ ในวันที่ 27-28 พฤศจิกายน ที่ อสค.มวกเหล็ก สระบุรี, สีฟ้า มิวสิก ออน เดอะ บีช ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่ปาล์มเนเจอร์ หัวหิน
คอนเสิร์ตกีตาร์ ปาย ปิ่นโต ในวันที่ 28 พฤศจิกายน ที่บุระลำปายรีสอร์ท อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน, เทศกาลดนตรีและการท่องเที่ยว "ดี้-บอย ป๊อป เฟสท์" 5-6 ธันวาคม ที่ไร่สุวรรณ ปากช่อง, คอนเสิร์ตรับลมหนาว “ช้างอินเลิฟแอทปาย” ที่อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ซึ่งจะจัดขึ้นในวันที่ 25 และ 26 ธันวาคมนี้ ที่ร้านคอฟฟี่ อิน เลิฟ อำเภอปาย จังหวัดแม่ฮ่องสอน ฯลฯ
เรื่องนี้ "เจ๋ง" ประเสริฐ ฤทธิ์สำเริง กรรมการสมาคมอนุรักษ์ศิลปกรรมและสิ่งแวดล้อม และกรรมการมูลนิธิชุมชนไทย ให้ความเห็นว่า ไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนไทยจึงต้องไปจัดเทศกาลดนตรีในพื้นที่ธรรมชาติเรียนแบบเทศกาลดนตรีของฝรั่ง ซึ่งมันไม่ควร ควรจะจัดอยู่ในเมืองเท่านั้น และไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรจึงจะเบรกกิจกรรมเช่นนั้นได้
"การลงไปจัดคอนเสิร์ตในป่าเขา ในอุทยานแห่งชาติ ไม่ว่าจะเป็นเขาใหญ่ หรือปาย เป็นการทำลายวัฒนธรรมพื้นถิ่น ดนตรีของท้องถิ่น หรือที่เรียกว่าซิตี้มิวสิก เอาดนตรีสมัยใหม่ฟังแล้วไม่เป็นภาษา ทั้งที่ยังไม่พูดถึงฉันทลักษณ์ด้วยซ้ำไปยัดเยียดให้กับชาวบ้าน ดนตรีที่เป็นแค่ธุรกิจในเมือง ทำให้ชาวบ้านเข้าใจว่าเป็นของพิเศษ ในขณะที่เราพยายามอนุรักษ์ สะล้อ ซอ ซึง แต่กลับเอาวัฒนธรรมต่างชาติมาครอบงำ ชาวบ้านเคยทำไร่ไถนาอยู่แบบสุขนิยม คุณทำลายความรู้สึกสุนทรีย์เขาหมด จากสิ่งที่เขาเคยเป็นอยู่
เมื่อก่อนกลุ่มศิลปินเพลงเพื่อชีวิตเข้าไปจัดคอนเสิร์ตในป่า ยังมีเป้าหมาย เพราะต้องการหาทุนอนุรักษ์ แต่วันนี้กลับกระจายไปทั่ว อุทยานแห่งชาติเข้าไปแสดงกันได้อย่างไร อนุญาตได้อย่างไร การเข้าไปแสดงดนตรีในป่าช่วงเวลากลางคืน คุณอย่าดูถูกต้นไม้ ว่าไม่มีชีวิต ต้นไม้ต้องการพักผ่อน สัตว์ก็ต้องการพักผ่อน ผมไม่เห็นด้วยอย่างยิ่งกับการนำดนตรีเข้าไปจัดท่ามกลางธรรมชาติ"
ถามต่อว่าบางคนอาจจะมองได้ว่าการนำเทศกาลดนตรีไปจัด ณ ที่นั่น จะช่วยในแง่ของการสร้างรายได้ สร้างอาชีพให้แก่ชุมชน นักอนุรักษ์คนเดิม กล่าวอย่างหัวเสีย
"คนอื่นๆ ได้แต่พูด ได้แต่คิดไปเอง เคยถามชาวบ้านไหม ว่าเขาต้องการหรือเปล่า อยากทำอะไรก็ทำ วันนี้สังคมท้องถิ่นในชนบทกำลังอ่อนแอลงทุกวัน เพราะเราไม่เคยไปถามเขาได้แต่แอบอ้างว่าเขาต้องการ ทั้งที่ไม่รู้ว่าเขาต้องการหรือเปล่า ไม่มีคนไปจัดอะไรตรงนั้นเขาก็อยู่ได้ อย่าเอาวัฒนธรรมในเมืองไปใส่ในความบริสุทธิ์ของชุมชน ต้องคิดให้ดีว่าการไปเปิดบริสุทธิ์สิ่งแวดล้อม คือการทำลายหรือเปล่า" นักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมคนเดิมกล่าว
ด้าน วินิจ เลิศรัตนชัย ผู้บริหารเฟรชแอร์ เฟสติวัล ผู้ริเริ่มจัดเทศกาลดนตรีตามฤดูกาลในต่างจังหวัด ให้ความเห็นว่า จะกระทบสิ่งแวดล้อมหรือไม่ขึ้นอยู่กับสถานที่ๆ ไปจัด ซึ่งเขาเองก็ให้ความสำคัญกับเรื่องนี้อย่างมาก หากถึงขั้นไปจัดในป่า ในเขา ตัวเขาก็ไม่เห็นด้วย
"อย่างวินเทอร์เฟส (เทศกาลดนตรีฤดูหนาว) สถานที่จัดเป็นรีสอร์ทจัดสรรอยู่แล้ว ในเรื่องของเสียงที่จะไปรบกวนสัตว์ ตรงนี้เราเองก็ระวังเป็นอันดับแรก ส่วนเรื่องที่ว่าจะไปทำลายดนตรีพื้นถิ่น ผมมองว่าไม่เกี่ยว รสนิยมการบริโภคดนตรีของแต่ละคนไม่เหมือนกัน เป็นเรื่องของรสนิยม
การไปจัดเทศกาลดนตรีของเราที่ผ่านมา คนในพื้นที่เขาแฮปปี้ การสร้างงานเพิ่มขึ้น นักอนุรักษ์ต้องไม่ใจแคบ เรื่องของการเสพดนตรีไม่จำเป็นว่าต้องเป็นดนตรีอะไร จะเสียงต้นไม้เคลื่อนไหว เสียงลมพัดผ่านก็คือเสียงดนตรีเช่นกัน ไม่ใช่ว่าเราไม่สนใจชาวบ้าน ชาวบ้านก็สงบสุขดี ถ้าไม่อย่างนั้นเขาคงไม่ให้รีสอร์ทไปเปิดใกล้เขาหรอก นักอนุรักษ์ต้องลงไปดูก่อน จึงทักท้วง"
...เอาเป็นว่าจะจัดที่ไหนคงไม่สำคัญ เท่ากับจิตสำนึกของผู้จัด...



